.....เริ่มกันที่ภาพวาดจากประเทศญี่ปุ่นแล้วกันครับ ภาพนี้ค้นพบที่ ฮาราโตะโนะฮามะ ในปี ค.ศ.1803 กล่าวกันว่าจิตรกรที่เขียนภาพนี้ขึ้นมานั้น ได้เห็นวัตถุประหลาดที่ชายฝั่งฮาราโตะโนะฮามะ โดยวัตถุนี้คล้ายทำจากโลหะมันวาว และประกอบไปด้วยกระจกที่มีตัวอักษรประหลาดสลักอยู่Ads by Adyim
วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553
จานบินในภาพวาด (UFO in paintings)
.....เริ่มกันที่ภาพวาดจากประเทศญี่ปุ่นแล้วกันครับ ภาพนี้ค้นพบที่ ฮาราโตะโนะฮามะ ในปี ค.ศ.1803 กล่าวกันว่าจิตรกรที่เขียนภาพนี้ขึ้นมานั้น ได้เห็นวัตถุประหลาดที่ชายฝั่งฮาราโตะโนะฮามะ โดยวัตถุนี้คล้ายทำจากโลหะมันวาว และประกอบไปด้วยกระจกที่มีตัวอักษรประหลาดสลักอยู่วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553
รอสเวลล์ (Roswell UFO incident) ตอนที่ 2
สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนั้นโดยตรง ในปี ค.ศ.1978 นักยูเอฟโอวิทยา สแตนตัน ฟรีดแมน (Stanton Friedman) ได้ทำการสัมภาษณ์ผู้พัน เจสซี่ มาร์เซล (Jesse Marcel) นายทหารที่อยู่ในที่เกิดเหตุในวันนั้น โดยเจสซี่ได้เปิดเผยว่าทางกองทัพนั้นได้ปกปิดเรื่องราวเอาไว้ แท้ที่จริงแล้ว ที่ตกลงมานั้นไม่ใช่บอลลูน แต่เป็นจานบินของเอเลี่ยนที่ตกที่รอสเวลล์ แต่ทางกองทัพไม่ต้องการให้ประชาชนได้รู้เรื่อง เลยทำการปกปิดว่าเป็นบอลลูนตรวจอากาศ แล้วส่งคนมาเก็บหลักฐานไปเก็บเอาไว้ที่ฐานทัพ
โดยเจสซี่เองได้เก็บเอาซากวัตถุนั้นกลับมาที่บ้านด้วย เพื่อให้ภรรยาและลูกชายของเขาดู โดยมีอยู่ชิ้นหนึ่งที่ดูแปลก เพราะเป็นแท่งโลหะที่สลักด้วยอักษรบางชนิดที่ดูคล้ายอักษรเฮียโรกลิฟ จากนั้นก็ได้นำกลับไปคืนยังฐานทัพ
.....ต่อมาในปี ค.ศ.1980 นิตยสาร เนชั่นแนล เอ็นไควเรอร์ (The National Enquirer) ได้ทำการสัมภาษณ์ผู้พันเจสซี่ อีกครั้ง คราวนี้เป็นการเผยแพร่ไปในสื่อที่กว้างกว่าเดิม จนทำให้เรื่องราวของรอสเวลล์กลับมาเป็นที่สนใจของผู้ที่สนใจอีกครั้ง มีหลายฝ่ายได้ทำการรวบรวมหาหลักฐานการรายงานเพิ่มเติม เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในวันนั้น ได้มีหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับได้ตีพิมพ์และเขียนนิยายเกี่ยวกับรอสเวลล์ออกมามากมาย
.....ในปี ค.ศ.1989 สัปเหร่อ เกล็น เดนนิส (Glen Dennis)
ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของรอสเวลล์ โดยเขาเล่าผ่านประสบการณ์ในวันนั้นถึงเรื่องราวอันน่าพิศวง เริ่มมาจากในตอนบ่ายของวันที่เกิดอุบัติเหตุ เดนนิสได้รับโทรศัพท์จากทางกองทัพอากาศ โดยจะให้เขาช่วยเรื่องการขนส่งโลงที่ต้องการการปิดผนึกอย่างดี เพื่อใส่ร่างของคนที่โดนระเบิด เกล็นได้ถูกตามตัวไปยังโรงพยาบาลและได้เห็นทหารหลายคน พร้อมด้วยรถหลายคัน จอดประจำการอยู่ที่โรงพยาบาล โดยหนึ่งในนั้นได้บรรทุก เศษซากโลหะลักษณะแปลก เขาจึงเดินไปดู แต่ก็ถูกทหารที่ดูแลอยู่ไล่ออกมา และได้ขู่ว่าถ้าไม่อยากมีเรื่อง อย่าเล่าเรื่องที่เห็นออกไปอย่างเด็ดขาด วันต่อมาเดนนิสได้มาพบกับคนรักของเขาที่เป็นนางพยาบาลประจำโรงพยาบาล เธอได้เล่าว่าได้ถูกขอให้มาช่วย และได้พบเข้ากับร่างของเอเลี่ยนและได้วาดรูปบรรยายถึงสิ่งที่พบเห็นให้แก่เดนนิส จากนั้นไม่กี่วันเธอได้ถูกย้ายไปประจำการที่อื่น โดยที่เดนนิสและโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ก็ไม่รู้ว่าถูกย้ายไปอยู่ที่ไหน.....รายงานจากบรรดาพยานที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์นั้น ก็ยังมีออกมาเปิดเผยอยู่เป็นระยะๆ กระทั่งหนังสือ รายการทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งได้แนวคิดและหลักฐานใหม่ๆ ต่างก็ถูกนำมายกเป็นประเด็นกล่าวถึงอยู่ออกมาอีกมากมายจนกระทั่งปัจจุบัน เรื่องของรอสเวลล์นี่กลายเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากว่า 60 ปี ว่ามีการตกของจานบินจริงหรือไม่ รัฐบาลสหรัฐได้ปกปิดอะไรหรือเปล่า เรื่องราวเหล่านี้ก็ยากที่จะพิสูจน์ให้ชัดเจนก็เป็นเรื่องที่กระทำได้ยากครับ เพราะนอกจากหลักฐานที่เป็นชิ้นเป็นอันจะหาได้ยากแล้ว พยานบุคคลในสมัยนั้นก็แทบจะไม่มีเหลือ บันทึกเอกสารของทางกองทัพอากาศก็ถูกเผาทิ้งไปแทบหมด ทำให้ยากที่จะติดตามได้ ครับ นี่ก็เป็นเรื่องราวของจานบินตกที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เรา รายละเอียดเกี่ยวกับรอสเวลล์นี้ ยังมีอีกเยอะครับ ถ้าใครสนใจก็ลองหาอ่านเพิ่มเติมได้จากเว็บหรือหนังสือก็มีออกมาเยอะครับ เลือกได้ตามสบายกันเลยทีเดียว
วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553
รอสเวลล์ (Roswell UFO incident) ตอนที่ 1
ครับ เรากำลังพูดถึงอุบัติเหตุจานบินตกที่รอสเวลล์นั่นเอง สำหรับผู้ที่เคยได้ยินเรื่องราวของรอสเวลล์มาแล้ว ก็คงเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงได้โด่งดังไปทั่วโลก เรามาดูกันครับว่าเรื่องราวของรอสเวลล์นั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร.....ปรากฏการณ์จานบินตกที่รอสเวลล์ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันหนึ่งในเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.1947 ครับ โดยผู้ที่เห็นเหตุการณ์เป็นคนแรก แมค แบรซเซล (Mack Brazel) เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ ในที่เกิดเหตุ โดยแบรซเซลได้ยินเสียงระเบิดดังมากมาจากทางฟาร์มของเขา จึงได้เข้ามาตรวจเช็คดู สิ่งที่เขาพบ
นั้นเป็นซากของวัตถุสีเงินเป็นแผ่นๆ กระจายอยู่ทั่วบริเวณ กินวงกว้างกว่า ร้อยเมตรโดยซากของเศษวัตุที่เขาพบนั้นเหมือนกันโลหะสีเงินแผ่นบางๆ กระจายไปทั่ว และในบริเวณรอบๆ นั้น ก็มีสิ่งที่คล้ายกับเศษซาก อุปกรณ์ของยานพาหนะบางอย่าง กระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด หลังจากที่เขาได้ลองเดินสำรวจดูสักพัก สิ่งที่เขาพบตามมานั้น ทำให้เขายิ่งกว่าตื่นตะลึงเสียอีก เมื่อพบเห็นร่างของสิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายมนุษย์ เพียงแต่ตัวเล็กกว่า หัวโต ผิวหนังสีเทาซีด นอนเรียงรายกันอยู่ 4 ร่างด้วยกัน แบรซเซลรับรู้ได้ทันทีว่า สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งปกติ เขารีบกลับไปบ้านและบอกเล่าถึงเรื่องราวอันแปลก ประหลาดนี้แก่เพื่อนสนิทและสื่อสิ่งพิมพ์ทันที แน่นอนว่าเขาได้เก็บเอาวัตถุลึกลับติดตัวไปด้วย เพื่อยืนยันเหตุการณ์อันไม่ปกตินี้ ข่าวลือเรื่องมีจานบินมาตกในรอสเวลล์ ได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งจากทางหนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุ ตลอดจนทางโทรทัศน์ จนทางกองทัพอากาศของสหรัฐต้องออกมาแถลงการณ์ว่า วัตถุบินได้ดังกล่าวนั้นเป็นเพียงบอลลูนตรวจอากาศ (Weather balloon) ที่ใช้สำหรับวัดสภาพปริมาณทางอากาศที่กำลังทำการทดลองสำหรับโครงการโมกุล (Mogul Project) เพียงเท่านั้น ไม่ใช่จานบินหรือยูเอฟโอแต่อย่างใด.....ในวันต่อมาแบรซเซลได้ถูกกองทัพอากาศสหรัฐควบคุมเอาไว้ และนำไปไว้อย่างเกสเฮาส์ และถูกควบคุมตัวอยู่ 2-3 วัน จากนั้น ทางกองทัพอากาศสหัฐก็ได้นำแบรซเซลออกมาแถลงการณ์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับสื่อ แน่นอนครับว่าคราวนี้แบรซเซลได้เล่าเรื่องไปชนิดที่เรียกว่าหนังคนละม้วนทีเดียว โดยเขาบอกว่าสิ่งที่เขาพบนั้นเป็นเพียงบอลลูนตรวจอากาศเท่านั้นมีมีอะไรมากไปกว่านี้ เป็นถ้อยแถลงสั้นของแบรซเซล งานนี้เล่นเอาบรรดานักข่าวงงไปตามๆ กัน ในตอน
แรกรายละเอียดต่างๆ พรั่งพรูออกมาจากปากของเขามากมาย หลักฐานก็ได้หยิบติดไม้ติดมือมาให้หลายๆ คนได้เห็น แต่ตอนนี้กลับบอกเป็นเพียงบอลลูนตรวจอากาศธรรมดาๆ เท่านั้น มีคนให้ความเห็นว่าแบรซเซลโดนข่มขู่ไม่ให้เปิดเผยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนั้นออกไป เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อความมั่นคงและโครงการลับบางโครงการของทางรัฐบาลก็เป็นได้ และบรรดาหลักฐานต่างๆ ก็ถูกทางกองทัพเคลื่อนย้าย แยกเอาไปเก็บไว้แต่ละที่ ในเวลาเพียงไม่นาน และบริเวณที่เกิดการตกของวัตถุลึกลับนั้นก็ถูกล้อมห้ามเข้าอย่างเด็ดขาดโดยกองทัพอากาศ หลังจากนั้นได้ก่อเกิดโครงการตรวจสอบยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาวโดยเฉพาะ หรือที่รู้จักกันในนาม "โปรเจ็คท์บลูบุ๊ค (Project Bluebook)" วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553
โอโกโปโก (Ogopogo)
.....อีกหนึ่งสัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบที่เป็นที่รู้จักกันในบรรดาผู้หลงไหลในเรื่องลึกลับแล้ว นอกจากเนสซี่ ก็มี โอโกโปโก สัตว์ประหลาดจากทะเลสาบโอคานากัน (Okanagan Lake) ในประเทศแคนาดา นี่แหละครับ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย สำหรับการพบเห็น โอโกโปโก ที่มีการบันทึกรายงานอย่างเป็นทางการนี่เริ่มขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาครับ จนกระทั่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นก็ตอนต้นศตวรรษที่ 19 และได้มีการบันทึกภาพที่อาจจะเป็นเจ้าสัตว์นี้ได้เมื่อปี ค.ศ.1968 ครับ และได้มีการบันทึกเป็นวิดิโอเอาไว้ได้เมื่อปี 1989 โดย เคน แชปลิน (Ken Chaplin) ขณะที่โอโกโปโกกำลังว่ายน้ำอยู่ แต่มีคนได้ตั้งข้อสังเกตว่าวิดิโอนี้เหมือนตัวบีเวอร์กำลังว่ายน้ำเสียมากกว่า หลังจากนั้นก็ได้มีการบันทึกภาพของเจ้าโอโกโปโก ตีพิมพ์ออกมาอีกเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่ชัดเจน หรือเป็นความเข้าใจผิดขององค์ประกอบภาพก็มีอยู่เยอะครับ
.....ในปี ค.ศ.1959 ขณะที่คู่รักสองคู่กำลังขับเรืออยู่ในทะเลสาบ ได้ปรากฏร่างของสัตว์ประหลาดโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ห่างจากทั้งคู่เพียงไม่กี่เมตร โดยเจ้าสัตว์ประหลาดนี้ได้จ้องมองเรืออยู่สักพักแล้วมันก็ดำน้ำลงไปอย่างเงียบๆ นับได้ว่าเป็นการพบโอโกโปโกแบบระยะใกล้ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกเอาไว้ได้ ในปี ค.ศ.1964 ก็ได้ตีพิมพ์ภาพจาก เอริค พารามิเตอร์ (Eric Parameter) ซึ่งกล่าวว่าเป็นภาพของโอโกโปโกที่กำลังว่ายน้ำอยู่ และรายงานการพบเห็นก็ได้มีการตีพิมพ์ออกมาเรื่อยๆ นับได้หลายร้อยชิ้นจนกระทั่งปัจจุบันนี้นั่นแหละครับวันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เนสซี่ : สัตว์ประหลาดแห่งล็อคเนส (The Lochness Monster) ตอนที่ 2
....การพบเห็นอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเจ้าเนสซี่คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ เดือนกรกฏาคม ปี ค.ศ.1933 เมื่อ จอร์จ สไปเซอร์ (George Spicer) และภรรยา ได้ขับรถไปตามทะเลสาบล็อคเนสในยามเช้าและได้พบเข้ากับสัตว์ขนาดใหญ่ที่ทั้งคู่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เจ้าสัตว์ดังกล่าวกำลังเดินข้ามถนน เพื่อที่จะข้ามไปยังทะเลสาบ จอร์จได้บรรยาย ถึงลักษณะของสัตว์ประหลาดตัวนี้ว่า มันคลานสี่ขา ลำคอยาวเรียว มีความสูงประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 8-9 เมตร เหมือนมังกรตัวยาวๆ หรือสัตว์ในยุคไดโนเสาร์ หลังจากการพบเห็นครั้งแรกที่มีการรายงานอย่างเป็นทางการ การพบเห็นครั้งต่อมาก็เกิดขึ้นไม่นานหลังจากนั้นโดยในเดือนสิงหาคม 1933 อาเธอร์ แกรนท์ (Arthur Grant) ได้อ้างว่าพบเจ้าสัตว์ประหลาดนี้เช่นกัน โดยพบเจอมันบนบกหลังจากเขาผ่านไปตามทะเลสาบ หลังจากนั้นไม่นาน ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ได้มีการตีพิมพ์ภาพที่อ้างว่าเป็นเจ้าอสูรกายตัวนี้เป็นครั้งแรก จากฝีมือของ ฮิวจ์ เกรย์ (Hugh Gray) หรือภาพทางซ้ายมือนั้นแหละครับ ที่เป็นภาพของบางสิ่งที่มีขนาดลำตัวยาวกำลังว่ายน้ำอยู่.....แต่ภาพถ่ายเนสซี่ที่โด่งดังมากที่สุด และได้รู้จักกันไปทั่วโลกนั้น ก็ได้ถูกตีพิมพ์ในเวลาต่อมาไม่นานในปี ค.ศ.1934 จากโรเบิร์ต เคนเน็ธ วิลสัน (Dr.Wilson) และใช้ชื่อว่า ภาพของศัลยแพทย์ (Surgeon’s photograph) โดยเป็นภาพของสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีลำคอยาวโผล่พ้นน้ำมา โดยภาพนี้แสดงถึงโครงสร้างของหัวและบริเวณลำตัวได้อย่างชัดเจน นับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้ผู้คนเชื่อในเนสซี่มากยึ่งขึ้นว่ามันมีอยู่จริง และได้มีการตั้งทีมค้นหาขึ้นมากมาย เพื่อความหาตัวเนสซี่ ซึ่งภาพนี้เป็นภาพที่ถ่ายได้จาก 2 ใน 5 ภาพ โดยกล่าวกันว่าเป็น ภาพถ่ายของเนสซี่ที่ถ่ายได้ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีการตีพิมพ์กันมาเลยทีเดียวในยุคสมัยนั้น
.....ภาพนี้ทำไม่ยากครับ โดยส่วนประกอบมีเพียงเรือดำน้ำขนาดเล็กและก็หัวของสัตว์ประหลาดจำลองเท่านั้น การถ่ายทำก็ไม่ยากอะไร เพียงแค่เอาหัวสัตว์ประหลาดปลอมมาติดไว้กับเรือดำน้ำ แล้วถ่ายตอนที่มันแล่นอยู่ก็เท่านั้นเองครับ
.....แต่ก่อนที่จะมีการเปิดเผยภาพของศัลยแพทย์นี้ออกมา ก็ได้มีผู้ที่พยายามพิสูจน์ว่าภาพดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่ โดยวิเคราะห์จาก วงน้ำกระเพื่อมรอบตัวเนสซี่ และได้ให้ข้อสังเกตว่า วงน้ำที่กระจายออกนั้นมีขนาดเล็กเกินไป และไม่สัมพันธ์กับขนาดของเนสซี่ที่ว่าใหญ่กว่า 10 เมตรกันเลยทีเดียว ขนาดวงกระเพื่อมที่ปรากฏอยู่ในภาพนั้น อาจจะมีขนาดไม่ถึงเมตร ซึ่งบ้างก็ว่าภาพนี้เป็นภาพของช้างที่กำลังว่ายน้ำและชูงวงขึ้นเหนือน้ำ หรือไม่ก็เป็นภาพของนากที่กำลังดำน้ำและชูหางขึ้นเหนือน้ำเท่านั้นเอง ติดตามต่อตอนที่ 3 นะครับ
เนสซี่ : สัตว์ประหลาดแห่งล็อคเนส (The Lochness Monster) ตอนที่ 1
......สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบล็อคเนสหรือที่รู้จักกันในชื่อของ “เนสซี่” นับได้ว่าเป็นสัตว์ประหลาดในตำนานตัวหนึ่งที่มีคนรู้จักอยู่มากมาย ซึ่งเนสซี่นั้นมีถิ่นฐานอาศัยอยู่ในทะเลสาบล็อคเนส ประเทศสก็อตแลนด์ โดยมีรายงานการถูกพบเห็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1933 และได้ถูกขนานนามว่า “เนสซี่” ก็เมื่อปี ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา และจากสถิติรายงานการพบเห็นเนสซี่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้นับได้เป็นพันๆ ชิ้น ทั้งจากผู้คนในท้องถิ่นเอง หรือนักท่องเที่ยวที่มาเยือนทะเลสาบเองก็ตามวันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
Welcome to Mystery Dock
สวัสดีทุกท่านที่บังเอิญหลงเข้ามาที่นี่ครับ บล็อกนี้จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ สัตว์ประหลาดในตำนาน จานบิน มนุษย์ต่างดาว และอื่นๆ อีกมากมายครับ เป็นบทความที่เอาไว้อ่านเพื่อความบันเทิงล้วนๆ ไม่จริงจังหรือซีเรียสครับ
ก่อนที่จะมาเป็นบล็อกนี้ ขอเล่าถึงอดีตนิดหน่อย ก็เคยเขียนเรื่องไปในเวบ Myth อันโด่งดังในสมัยนั้น ในส่วนของพวกสัตว์ประหลาดต่างๆ พวก Mystery Monsters, Conspiracy Theories และเรื่องอื่นๆ ในชื่อของนายโอครับ ทำได้อยู่นานทีเดียว จนกระทั่งเวบปิดตัวไป และสมาชิกหลายๆ คนก็ไปอยู่กันในบ้านแห่งใหม่ Mythland ซึ่งตอนนี้ก็ยังเปิดอยู่ ผมเองก็ได้มาเปิด Pantown ในชื่อของ Mystery Hut เขียนเรื่องลึกลับนิดหน่อยๆ ที่นั่น ก็ทำมาได้อยู่พักนึง บล็อกนั้นก็ปิดตัวไป และหยุดไปนาน จนได้กลับมาทำต่ออีกครั้ง ในชื่อของ Mystdock ที่นี่แหละครับ คิดว่าคงจะทำต่อไปเรื่อยๆ อ่านแล้วชอบไม่ชอบยังไง ก็ติชมกันได้เลยนะครับ ......
