Ads by Adyim

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ooparts แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ooparts แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

แผ่นไฟตอส (Phaistos Disc)

วันก่อนได้อ่าน CMB มีอยู่ตอนหนึ่งว่าด้วยเรื่องของ แผ่นไฟตอส (Phaistos Disc) นี้ เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยนำมาทำเป็นบทความอันนี้ขึ้นมาครับ แผ่นไฟตอสนั้นว่าไปแล้วก็นับได้ว่าเป็นวัตถุโบราณที่มีความคาบเกี่ยวอยู่กับวัตถุเหนือกาลเวลา หรือโอพารทส์ (Ooparts) อีกชิ้นหนึ่งก็ว่าได้ แต่จะเพราะอะไรนั้น เชิญติดตามอ่านกันได้เลยครับ

สำหรับเรื่องเล่าคราวนี้ย้อนหลังไปเมื่อปี ค..1908 นักโบราณคดีชาวอิตาลี ลุยจิ เพอร์นิเออร์ (Luigi Pernier) ได้ค้นพบแผ่นเครื่องปั้นดินเผาวงกลมชิ้นหนึ่งในห้องใต้ดิน ที่เมืองไฟตอส บริเวณ พระราชวังไมนอน (Minoan palace) แถบทางใต้ของเกาะครีต ประเทศกรีซ ที่นี่นับว่าเต็มไปด้วยกลิ่นไอทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีนะครับ ว่าไปแล้วมีการขุดค้นพบโบราณสถานหรือโบราณวัตถุซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์จากกรีซ มีอยู่นับไม่ถ้วนทีเดียวนะครับ ไม่ว่าจะเป็นซากเมืองกรุงทรอย เครื่องจักรกลแอนติคีเธร่านี่ก็ใช่ครับ และอื่นๆ อีกมากมายเยอะแยะไปหมด


คาดกันว่าแผ่นไฟตอสนั้น อาจจะถูกสร้างขึ้นในยุคทองเหลือง (Bronze Age) หรือราวสองพันปีก่อนประวัติศาสตร์ครับ ซึ่งลักษณะของแผ่นไฟตอสนั้นมีรูปร่างกลมแบน ทำจากดินเหนียวผสม และใช้กรรมวิธีการเผาไฟเพื่อขึ้นรูปแบบเดียวกันกับที่ใช้กับเครื่องปั้นดินเผาทั่วๆ ไปนั่นเองครับ และขนาดของแผ่นไฟตอสนั้นก็นับว่าไม่ใหญ่เท่าใดนัก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 เซนติเมตรหรือเท่ากับแผ่นจานข้าวเท่านั้นเอง ลวดลายประกอบไปด้วยสัญลักษณ์และลายเส้นวงกลมวิ่งเข้าหาศูนย์กลาง ตามเข็มนาฬิกา และมีลวดลายปรากฏอยู่ทั้งสองด้าน หรือรูปที่แสดงอยู่ทางด้านซ้ายมือนั่นแหละครับ ดูน่าพิศวงดีทีเดียว

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

Oopart chapter 4 : ลูกหินยักษ์ คอสตาริกา

อีกหนึ่งในวัตถุปริศนาที่มีอยู่บนโลกใบนี้ คงจะขาดลูกหินยักษ์จากประเทศคอสตาริกาไปไม่ได้ครับ โดยลูกหินยักษ์ที่ว่านี้ค้นพบเมื่อปี ค.. 1940 ครับ จากการพัฒนาพื้นที่เพื่อปลูกธัญพืชของ บริษัทยูในเต็ด ฟรุท (United Fruit Company) ที่ทางใต้ของคอสตาริกา เป็นจำนวนหลายร้อยลูกด้วยกัน มีลักษณะเป็นก้อนหินทรงกลมเกลี้ยง ขนาดตั้งแต่ลูกเทนนิสไม่กี่สิบเซนติเมตรไปจนถึงขนาดสองเมตร น้ำหนักกว่าสิบตันเลยทีเดียวครับ โดยกระจัดกระจายกันเป็นกลุ่ม อยู่ทั่วบริเวณที่มีการค้นพบ นอกจากนั้นยังพบเศษซากเครื่องปั้นดินเผาด้วยเช่นกันครับ บ่งบอกให้รู้ว่า ณ ที่แห่งนั้นยังเคยมีอารยธรรมเจริญอยู่มาก่อนหน้ามนุษย์ยุคปัจจุบันเสียอีกครับ เจ้าลูกหินเหล่านี้นั้นจากการตรวจสอบอายุแล้ว ได้มีการประมาณกันว่ามันถูกสร้างขึ้นเมื่อ 600-1,000 ปีก่อนคริสตกาล ยาวนานใช่เล่นเลยทีเดียวครับ และส่วนประกอบทางธรณีวิทยาส่วนใหญ่นั้นเป็นหินจำพวก แกรโนไดโอไรท์ (Granodiorite) หรือก็คือหินที่เกิดการหลอมเหลวจากความร้อนแล้วตกผลึก มีส่วนประกอบของธาตุแคลเซี่ยมและโซเดียมอยู่มากเป็นพิเศษ และถูกสร้างขึ้นด้วยศิลปะวิชาการ และความรู้อันน่าทึ่งของชนเผ่าโบราณในอดีต

บางทฤษฎีกล่าวเอาไว้ว่า เจ้าลูกหินยักษ์เหล่านั้นอาจจะอยู่ในช่วงที่กำลังถูกขนย้ายเพื่อนำเอาไปประดับไว้ยังสถานที่ใดสักแห่งหนึ่ง โดยอาจจะเป็นเทวสถานหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าที่สร้างมันขึ้นมาก็เป็นได้ แต่อาจมีความจำเป็นที่จะต้องทิ้งมันเอาไว้กลางคัน เพราะเนื่องจากว่าบริเวณที่ค้นพบบรรดาเหล่าลูกหินนี้นั้น ไม่มีร่องรอยของเทวสถานหรือสถานที่สำคัญที่จะจำเป็นต้องมีเครื่องประดับอยู่เลย จะมีก็เพียงร่องรอยเศษซากอารยธรรมที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพื่อบอกให้รู้ว่าครั้งหนึ่งนั้น เคยมีชนเผ่าทรงปัญญาอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้น และก็อาจจะมีเหตุผลบางประการที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นทิ้งวัตถุเหล่านี้เอาไว้ และอพยพไป เฉกเช่นชาวมายาที่อพยพทิ้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยไป ทิ้งให้เหลือแต่ซากวัตถุแห่งความเจริญทางด้านความรู้อยู่ก็เป็นได้ครับ แต่บางทฤษฎีก็ว่าพวกลูกหินเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งดิน เพื่อให้ผลิตผลอุดมสมบูรณ์ ก็ว่ากันไปครับ

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

Ooparts Chapter 3 : Acambaro Figures

มาถึงตอนที่ 3 กับซีรียส์เรื่อง โอพาร์ทส์ (Ooparts) เรื่องเล่าคราวนี้จะพาไปพบกับเรื่องแปลกอีกเช่นเคยครับ เป็นเรื่องราวของรูปปั้นประหลาดที่ขุดค้นพบจากเมืองอะคัมบาโร ที่ประเทศเม็กซิโก โน่นแน่ะครับ ที่ว่าแปลกนี่ก็เพราะว่ามันเป็นรูปปั้นของไดโนเสาร์น่ะซิครับ จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มีอยู่ว่าในปี ค..1945 นักโบราณคดีชาวเยอรมัน วาลเดอมาร์ จัลสรุด (Waldermar Julsrud) ได้ประกาศถึงการค้นพบรูปปั้นดินเผาที่มีลักษณะเป็นสัตว์หลายชนิด บ้างก็เป็นสัตว์ที่ไม่เคยเห็นหรือไม่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่รูปปั้นส่วนใหญ่แล้วจะดูคล้ายกับไดโนเสาร์ ซึ่งถูกฝังอยู่ในหุบเขาเอลโทโร (El Toro) โดยชาวนาท้องถิ่นเป็นคนบอกแก่เขาว่าที่หุบเขานี้ นั้นมีของโบราณฝังอยู่ วาลเดอมาร์ ได้จ้างให้พวกนี้ขุดมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมาได้ นับรวมแล้วได้กว่า 30,000 ชิ้น ในตอนนั้นมีการประมาณอายุกันว่ามันมีอายุถึง 2,000 กว่าปี อย่างที่ทราบกันดีกว่าไดโนเสาร์นั้นสูญพันธุ์ไปประมาณ 65 ล้านปีมาแล้ว และมนุษย์นั้นเพิ่งจะมารู้จักกับไดโนเสาร์ก็เมื่อ 200 กว่าปีมานี่เองครับ แล้วจะมีรูปปั้นเช่นนี้อยู่ได้อย่างไร หรือมีไดโนเสาร์รอดเหลือมาจนถึงยุคสมัยนั้น จนมีคนเห็นแล้วเอามาปั้นได้แบบนี้ ฟังดูให้จินตนาการดีจังเลยครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

Ooparts Chapter 2 : Antikythera Machine

....มาตอนกันตอนที่ 2 ครับ สำหรับเรื่องราวของวัตถุเหนือกาลเวลาหรือ Ooparts นั่นเองครับ คราวนี้เรามารับชมเรื่องราวของเครื่องจักรกลแอนติคีเธร่า (Antikythera Machine) กันดู เจ้าเครื่องจักรกลที่ว่านี้นั้นถูกค้นพบเมื่อปี ค..1900 จากซากเรือขนสินค้าที่อัปปางก้นทะเล ทางเหนือของเกาะแอนติคีเธร่า (Antikythera Island) ใกล้กับเกาะครีต (Crete Island) ประเทศกรีก ซึ่งตั้งชื่อเจ้าเครื่องจักรกลนี้ตามสถานที่ค้นพบในภายหลัง ผู้ที่พบก็คือชาวกรีก อีเลียส สตาดิแอทอส (Elias Stadiatos) ครับ มีการประมาณการณ์กันว่าเจ้าเครื่องจักรกลนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 150 ปีก่อนคริสต์กาล ตอนที่มีการค้นพบก็ไม่มีใครสนใจครับ ว่าเศษซากของเจ้าเครื่องจักรพิศวงอันนี้มีคุณค่าอย่างไร เพราะว่าสมบัติที่จมอยู่กับซากเรืออัปปางจมนั้นดูมีค่ากว่า เศษซากของเฟืองเกียร์ชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยนับสิบชิ้น กระจัดกระจายอยู่เป็นเพียงส่วนที่มีการเก็บกู้ขึ้นมาด้วยเท่านั้น จนกระทั่งมีผู้สนใจและนำมันไปศึกษาในภายหลังจาก ถึงรู้ครับว่าเจ้าเครื่องกลชิ้นนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เพียงใด
ซึ่งก็พบว่า รูปแบบกลไกการทำงานมันช่างคล้ายกับวงจรของนาฬิกาในยุคปัจจุบันนี่เสียเหลือเกินครับ และได้ข้อสรุปที่ดูน่าเป็นไปได้ที่สุดสำหรับเจ้าเครื่องจักรกลนี้ ก็คือมันน่าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อนำมาใช้งานการคำนวณทางด้านดาราศาสตร์สำหรับนักเดินเรือนั่นเองครับ และว่ากันว่ามันอาจจะเป็นเครื่องจักรกลคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบมาเลยทีเดียวครับ .....กลไกการทำงานของเจ้าเครื่องจักรกลนี้นั้นค่อนข้างที่จะซับซ้อนครับ เพราะประกอบไปด้วยฟันเฟืองหรือเกียร์ขนาดต่างๆ กว่า 70 ชิ้น โดยจะมีข้อต่ออยู่ 3 อัน คือที่ข้างหน้าและด้านข้างอีก 2 อัน เพื่อหมุนกำหนดวันที่และเวลา และตามจักรราศี โดยใช้ตามปฏิทินของกรีกโบราณ ผลที่ได้ก็คือมันสามารถที่จะบอก เวลาการเคลื่อนที่ของดวงดาว น้ำขึ้นและน้ำลงได้ครับ โดยอ้างอิงจากตำแหน่งการโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ซึ่งแม่นยำค่อนข้างมากครับ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนเพียง 1 วันต่อ 4 ปีเท่านั้น นับเป็นความแม่นยำที่น่าสนใจดีทีเดียวครับ สำหรับความรู้ทางด้านเทคโนโลยีของคนสมัยก่อน

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

Ooparts Chapter 1 : Baghdad Battery

.....ตอนนี้มาคุยกันเรื่อง Ooparts (Out of place artifacts) ดีกว่าครับ หรือ โอพาร์ทส นั่นเอง โดย Ooparts นั้นเป็นคำที่ใช้เรียกวัตถุหรือสิ่งของที่หลงยุคหลงสมัยในทางโบราณคดีหรือไม่น่ามีขึ้นได้ในทางประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้นๆ โดยถ้าเรียงลำดับตามช่วงเวลาและความรู้ทางด้านเทคโนโลยีตามยุคสมัยแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถสร้างขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน Ooparts หลายๆ ชิ้นได้พิสูจน์เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าไม่ได้เก่าแก่หรือน่าพิศวงอย่างที่เคยเชื่อกัน แต่เป็นเพียงแค่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันไปเองหรือเป็นเพียงแค่ของที่ทำขึ้นมาใหม่เท่านั้น แต่ก็มีอีกหลายชิ้นที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดครับว่า เป็นของที่ทำขึ้นมาใหม่ คำว่า Ooparts นี้ถูกตั้งขึ้นโดยนักสัตววิทยาและธรรมชาติชาวอเมริกัน ไอแวน ที แซนเดอร์สัน (Ivan T Sanderson) ครับ
.....ลองมาดูตัวอย่าง
Ooparts กันครับ ประเดิมชิ้นแรกด้วย แบตเตอรี่จากแบกแดด (Baghdad Battery) หรือแบตเตอร์รี่พาร์เธี่ยน(Parthian Battery) นั้นถูกค้นพบเมื่อปี ค..1936 ที่หมู่บ้านคธูจัตราบู ใกล้เมืองแบกแดดประเทศอิรัก จากการตรวจสอบแล้วพบว่า แบตเตอร์รี่นี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงยุคเมโสโปเตเมีย ช่วงเวลาก่อนประวัติศาสตร์
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...