Ads by Adyim

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mysterious animals แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mysterious animals แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

แคดโบโรซอรัส, แคดดี้ (Cadborosaurus)

     สวัสดีกันอีกครั้งครับ อัพเดตบทความกันอีกครั้ง วันนี้พอดีไปค้นงานเก่าๆ ที่เคยเขียนเอาไว้ ก็นั่งอ่านนั่งดูไป คิดว่าเอาของเก่าๆ มาเล่าใหม่ก็น่าจะเข้าทีดี เผื่อใครยังไม่เคยผ่านตา ก็จะได้อ่านกันเพลินๆ สำหรับบทความนี้เป็นเรื่องของสัตว์ทะเลลึกลับครับ เขียนเอาไว้เมื่อปี 2546 ไม่ก็ 2547 นี่แหละครับ เคยนำไปในไว้ในเวบ Myth และก็เช่นเคยครับ การนำมาลงใหม่นี้ นำเอาต้นฉบับมาปัดฝุ่น ทิ้งน้ำ และเรียบเรียงกันใหม่บางประการเพื่อให้เข้ากับอะไรหลายๆ อย่าง แต่เนื้อใจความหลักก็ยังคงอยู่ ถ้าพร้อมแล้วก็เชิญอ่านกันเลยครับ

*********

     แคดเบอโรซอรัส (Cadborosaurus) บ้างก็เรียก แคดดี้ "Caddy" (ไม่ใช่คนแบกถุงกอล์ฟ นะ หึ หึ) นับเป็นสัตว์ลึกลับจากท้องทะเล (Sea Serpent) อีกชนิดหนึ่ง ที่มีการกล่าวขานถึงการพบเห็นกันมากอยู่ครับ โดยชื่อของ แคดดี้ นั้น ถูกต้องตามการพบเห็นครั้งแรกที่ อ่าวแคดโบโร (Cadboro Bay) เมื่อปี ค.ศ.1933 โดย เฟรดเดอริค เค็มพ์ (Frederick Kemp) หลังจากนั้นรายงานพบเห็นมันก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ จนกระทั่งถึงกับมีข่าวว่ามีการจับตัวมันได้ซะด้วยครับ

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หนอนมรณะมองโกลเลีย (Mongolian Death Worm)

     สวัสดีครับ กลับมาอัพเดตบทความกันอีกครั้ง ช่วงนี้อัพเดตบ่อยครับ ชดเชยกับเดือนที่แล้วที่ไม่ค่อยมีการอัพเดตเลย สำหรับบทความเรื่องนี้ ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ลึกลับอยู่เช่นเคยครับ คราวนี้ไปกันไกลถึงประเทศมองโกลเลียกันเลยทีเดียวครับ เป็นเจ้าของตำนานหนอนยักษ์ลึกลับที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย ถ้าพร้อมแล้วเชิญรับชมกันเลยดีกว่าครับ
ภาพวาดของเจ้าหนอนมรณะ
     เจ้าหนอนมรณะตัวนี้ จากตำนานของชนเผ่าพื้นเมืองกล่าวว่าเอาไว้ว่ามันอาศัยอยู่ใน ทะเลทรายโกบีทางตอนใต้ (Southern Gobi desert) มานานกว่าหลายร้อยปีแล้ว ตัวใหญ่กว่าหนอนปกติทั่วไป และมีนิสัยดุร้าย เจ้าหนอนมรณะนี้มีความประมาณ 1-1.4 เมตรกว่า ลำตัวใหญ่หนา มีสีแดงเข้มทั่วลำตัว ลักษณะพิเศษของเจ้าหนอนมรณะชนิดนี้ คือมันสามารถพ่นพิษเพื่อฆ่าเหยื่อหรือศัตรูของมันได้ครับ พิษที่พ่นออกมานั้นคล้ายเมือก (คล้ายกับงูเห่าพ่นพิษนั่นแหละครับ) มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงเมื่อสัมผัสโดน และสามารถทำอันตรายมนุษย์จนถึงแก่ชีวิตได้ หากสัมผัสโดนจุดสำคัญ แถมพิษชนิดนี้ยังดึงดูดหนอนมรณะตัวอื่นเข้ามาร่วมวงด้วยอีกต่างหาก ชาวมองโกลเรียกเจ้าหนอนมรณะนี้ว่า โอลโกย คอร์โคย (Olgoi Khorkhoi) ครับ กล่าวกันว่าเจ้าหนอนชนิดนี้อาศัยอยู่ใต้ดิน มันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการจำศีล จะออกมาหาอาหารกินในช่วงเวลาเดือน มิถุนาและกรกฎาคมในแต่ละปีเท่านั้น โดยวิธีล่าเหยื่อของมันก็คือการพ่นพิษเข้าใส่เหยื่อ และรอคอยให้เหยื่อเสียชีวิต จากนั้นจึงลงมือกินเหยื่อ และที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคือผิวหนังที่ลำตัวของมันนั้นกล่าวกันว่าหากสัมผัสโดน อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เนื่องมาจากพิษกรดอันเข้มข้นที่เป็นเมือกปกคลุมร่างกาย จากคำบอกเล่ายังมีปรากฏอีกว่า บางครั้งเจ้าหนอนมรณะชนิดนี้ยังสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้า (Electrical charge) เพื่อทำร้ายเหยื่อของมันให้เป็นอัมพาตอีกทาง
 

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เซลม่า : สัตว์ประหลาดจากนอร์เวย์

นักตกปลาสองคนเมื่อปี ค.ศ.1970 ได้เผชิญหน้ากับเซลม่า 
     สวัสดีครับ กลับมาพบเรื่องราวสาระน่ารู้บ้างไม่น่ารู้บ้าง คละเคล้ากันไป ตามแต่จะมีนำมาเสนอมาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกัน อัพเดตคราวนี้ ขอนำเรื่องราวของสัตว์ลึกลับตัวหนึ่ง ของเก่ามาเล่าใหม่ครับ ผ่านการกลั่นกรองอีกเล็กน้อยตามระเบียบ เพื่อให้เรื่องกระชับขึ้น ไม่ใส่น้ำเหมือนตอนเขียนไว้ทีแรก ตามเคยครับ เรื่องนี้เคยนำไปลงไว้ในเวบ Myth เมื่อนานแสนนานมาแล้ว ประมาณปี พ.ศ.2547 น่าจะได้มั้งครับ ถ้าคุ้นๆ ตาก็อย่าเพิ่งแปลกใจครับ เรื่องเดียวคนเรียบเรียงคนเดียวกันนั่นเอง เอาล่ะ ไม่กล่าวมากกครับ พร้อมแล้วก็ไปรับชมกันเลย

**********************
     จากเรื่องที่แล้วพาขึ้นเขาเข้าป่าไป มาเรื่องนี้ลองเปลี่ยนบรรยากาศกันดูบ้างดีกว่าครับ ผมจะพาท่านเลาะเลี้ยวไปแถวๆ ทะเลสาบเซลจอร์ด (Lake Seljordsvatnet) ประเทศนอร์เวย์ กันดูบ้าง ที่ทะเลสาปแห่งนี้ก็มีเรื่องเล่าขานหรือรายงานการพบเห็นของสัตว์ประหลาดอยู่ ด้วยเหมือนกัน นามของมันนั้นหรือคือ เซลม่า (Selma) นั่นเองครับ ก็คงไม่โด่งดังเท่ากับเนสซี่จากสก็อตแลนด์หรือโอโกโปโกจากแคนาดา แต่ก็พอเป็นที่รู้จักกันอยู่บ้างครับ

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

บันยิพ : อสูรแห่งหนองน้ำ

     กลับมาอัพเดตกันอีกครับ แต่คราวนี้ขออนุญาตเอาบทความเก่าๆ ที่เคยทำไว้นานแล้วมาให้อ่านกันใหม่ ก็มีขัดเกลาตัดน้ำออกไปให้กระชับขึ้น พร้อมแล้วก็อ่านกันเลยครับ

*************

     พาไปรู้จักกับสัตว์ประหลาดกัน มาก็หลายชนิดหลายตัวแล้ว ข้อมูลมากบ้างน้อยบ้าง ก็อย่าว่ากันล่ะครับ พอดีวันนี้สบโอกาสพาไปทัวร์แถวออสเตรเลียกันดูบ้าง มาฟังเรื่องเล่าที่เป็นตำนานเกี่ยวกับเจ้าสัตว์ประหลาดที่มีชื่อเรียกกันว่า บันยิพ (Bunyip) กันดูบ้างครับ สำหรับเรื่องสัตว์ประหลาดหรือเจ้าตัวประหลาดนี้นั้นก็เป็นตำนาน เรื่องเล่าที่ยังคงกล่าวขานกันต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ของชาวเผ่าพื้นเมืองของประเทศออสเตรเลีย หรือชนเผ่าอะบอริจินส์นั่นเองครับ โดยตามเรื่องตำนานของชาวอะบอริจินส์นั้นได้เล่ากล่าวเอาไว้ว่า บันยิพ เป็นจิตวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง ทะเลสาบ หรือหากจะบอกว่าเป็นวิญญาณผู้เฝ้าผืนน้ำก็เห็นจะเป็นได้อยู่เหมือนกัน พอนานวันสะสมตบะแก่กล้ามากขึ้น บันยิพ เลยกลายรูปร่างเป็นสัตว์ประหลาด เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาให้ผู้คนได้เห็นไปโน่นล่ะครับ 

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คาไซเร็กซ์ (Kasai Rex)

.....กลับมาพบกับบทความสัตว์ลึกลับอีกเช่นเคยครับ คราวนี้เอาของเก่ามากินใหม่อีกแล้วครับ บทความเรื่องนี้เคยทำไว้เมื่อ 5-6 ปีมาแล้ว สมัยยังอยู่ในเวบ Myth วันนี้ขอนำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ครับ แต่ก็ยังคงเดิมไว้ซึ่งเนื้อหาและถ้อยคำ ที่ตอนแรกตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงบ้างเพื่อความเหมาะสม แต่คิดอีกไม่เปลี่ยนดีกว่าครับ เพื่อความคลาสสิคของต้นฉบับเอง แหม ว่าเข้านั่นครับ ไม่เสียเวลาล่ะ เชิญผู้ชมติดตามอ่านได้เลยครับ

**********

.....ถ้าเอ่ยถึงชื่อ คาไซเร็กซ์ ขึ้นมา หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันคือตัวอะไร หรือสงสัยว่ามันอาจจะเป็นไดโนเสาร์ประเภทเดียวกันกับ ทีเร็กซ์ หรือ ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ (Tyrannosaurus Rex) ราชาไดโนเสาร์กินเนื้อแห่งโลกล้านปีอะไรนั่นหรือเปล่า ก็เห็นมีคำว่า เร็กซ์ๆ เหมือนกันอะไรประมาณนั้น ครับ บางทีคาไซเร็กซ์อาจจะเป็นไดโนเสาร์สายพันธุ์เดียวกัน หรือใกล้เคียงกันกับทีเร็กซ์ก็เป็นได้ ไม่ก็อาจจะเป็นเจ้าตัวทีเร็กซ์ เองเลย ที่ยังเหลือรอดชีวิตมาจากยุคจูราสสิคมาสู่ยุคปัจจุบันนี้ ถ้าอยากรู้ว่าคาไซ เร็กซ์คือตัวอะไร อันนี้เชิญติดตามได้เลยครับ

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554

โมเคลลี มเบมเบ้ (Mokele Mbembe) สัตว์ผู้หยุดสายน้ำ

......เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสชมสารคดีทางช่อง National Geographic ครับ เป็นซีรี่ยส์ Beast Hunterว่าด้วยเรื่องของการตามล่าสัตว์ในตำนานที่เล่าขานกันทั่วโลก ตอนที่รับชมนั้นเป็นเรื่องของการตามหาตัวของสัตว์ลึกลับที่ประเทศคองโกครับ ชื่อของมันก็คือ โมเคลเล มเบมเบ้ (Mokele Mbembe) ครับ ออกเสียงยากเล็กน้อย เลยนึกถึงเรื่องบทความเจ้าสัตว์ตัวนี้ ที่แต่ก่อนเคยทำไว้ลงที่เวบ Myth เมื่อนานมาแล้วครับ นำมาลงไว้อีกครั้งเผื่อจะมีผู้ที่สนใจอ่านอีกนะครับ ในส่วนของข้อมูลนั้นได้ทำการแก้ไขให้กระชับขึ้น เพราะกลับมาอ่านอีกที แต่ก่อนเขียนใส่น้ำไปซะเยอะ เลยต้องปรุงใหม่ซะหน่อยและก็เพิ่มข่าวล่าสุดที่มีการกล่าวถึงเจ้าโมเคลลีนี้ด้วยเล็กน้อยครับ ว่าแล้วก็เชิญรับชมกันได้ตามอัธยาศัยเลยครับ
******
จากที่เคยลงในเวบ Myth ครับ

…..คราวนี้จะพาไปติดตามเรื่องของสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งหรือสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งเป็นสัตว์ลึกลับที่ยังไม่ปรากฏหลักฐานมีอยู่อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่คำบอกเล่าจากปากของพยานที่อ้างว่าพบเห็นเท่านั้น เจ้าสัตว์ลึกลับนี้ก็คือ "โมเคลเล มเบมเบ้ " ภาษาคองโกนั้นความหมายว่า "ผู้หยุดสายน้ำ"ครับ

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โอโกโปโก (Ogopogo)

.....อีกหนึ่งสัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบที่เป็นที่รู้จักกันในบรรดาผู้หลงไหลในเรื่องลึกลับแล้ว นอกจากเนสซี่ ก็มี โอโกโปโก สัตว์ประหลาดจากทะเลสาบโอคานากัน (Okanagan Lake) ในประเทศแคนาดา นี่แหละครับ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย สำหรับการพบเห็น โอโกโปโก ที่มีการบันทึกรายงานอย่างเป็นทางการนี่เริ่มขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาครับ จนกระทั่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นก็ตอนต้นศตวรรษที่ 19 และได้มีการบันทึกภาพที่อาจจะเป็นเจ้าสัตว์นี้ได้เมื่อปี ค..1968 ครับ และได้มีการบันทึกเป็นวิดิโอเอาไว้ได้เมื่อปี 1989 ดย เคน แชปลิ (Ken Chaplin) ขณะที่โอโกโปโกกำลังว่ายน้ำอยู่ แต่มีคนได้ตั้งข้อสังเกตว่าวิดิโอนี้เหมือนตัวบีเวอร์กำลังว่ายน้ำเสียมากกว่า หลังจากนั้นก็ได้มีการบันทึกภาพของเจ้าโอโกโปโก ตีพิมพ์ออกมาอีกเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่ชัดเจน หรือเป็นความเข้าใจผิดขององค์ประกอบภาพก็มีอยู่เยอะครับ
......สถานที่อยู่ของโอโกโปโกนั้น ก็ไม่ใช่แคบๆ ครับ โดยขนาดของทะเลสาบโอคานากันนั้นมีความยาวประมาณ 135 กิโลเมตร กว้างประมาณ 4-5 กิโลเมตร และส่วนที่ลึกที่สุดอยู่ที่ราว 230 เมตร
ด้วยขนาดอันใหญ่แบบนี้ การที่จะมีสัตว์ประหลาดหลบซ่อนอยู่ซักตัว ก็ไม่น่าจะแปลกละมังครับ สำหรับรูปร่างลักษณะของเจ้าสัตว์ตัวนี้ได้มีการบันทึกเอาไว้ว่า มีขนาดประมาณ 12-14 เมตร ผิวหนังสีดำ หัวเหมือนม้า ลำตัวยาวเหมือนงู มีหนอกและหางคล้ายกับม้า ดูจากรูปได้เลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้ก็ดันคล้ายเข้ากับไดโนเสาร์พันธุ์ บาสิโลซอรัส (Basilosaurus) ชื่อของเจ้าโอโกโปโก มีความหมายว่า สัตว์ศักดิ์สิทธิ์แห่งสายน้ำ น่าเกรงขามกันเลยทีเดียวครับ

.....ในปี ค..1959 ขณะที่คู่รักสองคู่กำลังขับเรืออยู่ในทะเลสาบ ได้ปรากฏร่างของสัตว์ประหลาดโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ห่างจากทั้งคู่เพียงไม่กี่เมตร โดยเจ้าสัตว์ประหลาดนี้ได้จ้องมองเรืออยู่สักพักแล้วมันก็ดำน้ำลงไปอย่างเงียบๆ นับได้ว่าเป็นการพบโอโกโปโกแบบระยะใกล้ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกเอาไว้ได้ ในปี ค..1964 ก็ได้ตีพิมพ์ภาพจาก เอริค พารามิเตอร์ (Eric Parameter) ซึ่งกล่าวว่าเป็นภาพของโอโกโปโกที่กำลังว่ายน้ำอยู่ และรายงานการพบเห็นก็ได้มีการตีพิมพ์ออกมาเรื่อยๆ นับได้หลายร้อยชิ้นจนกระทั่งปัจจุบันนี้นั่นแหละครับ
......โอโกโปโกมีอยู่จริงหรือไม่ นี่เป็นอีกปริศนาหนึ่งที่ปัจจุบันนี้เรายังไม่ได้รับคำตอบที่แน่ชัด ว่าสัตว์ประหลาดตัวนี้มีอยู่จริงหรือไม่ หรืออย่างน้อยก็ยังไม่มีผลพิสูจน์ที่ชัดเจนว่ามันไม่มีอยู่จริง นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการที่ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ได้ให้คำตอบสำหรับเรื่องนี้ว่า บางทีโอโกโปโกนั้น อาจจะเป็นเพียงแค่ความผิดพลาดจากการมองเห็นสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ในน้ำ ไม่ว่าจะเป็น ตัวบีเวอร์ ปลาสเตอร์เจี้ยน คลื่นทะเลสาบ ขอนไม้ หรือกระทั่งวัตถุบางชนิดที่ลอยมาตามน้ำ ซึ่งระยะทางจากการมองสิ่งเหล่านี้ อาจจจะทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์ประหลาดกำลังว่ายน้ำอยู่ก็เป็นได้

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เนสซี่ : สัตว์ประหลาดแห่งล็อคเนส (The Lochness Monster) ตอนที่ 2

....การพบเห็นอย่างเป็นทางการครั้งแรกของเจ้าเนสซี่คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ เดือนกรกฏาคม ปี ค..1933 เมื่อ จอร์จ สไปเซอร์ (George Spicer) และภรรยา ได้ขับรถไปตามทะเลสาบล็อคเนสในยามเช้าและได้พบเข้ากับสัตว์ขนาดใหญ่ที่ทั้งคู่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เจ้าสัตว์ดังกล่าวกำลังเดินข้ามถนน เพื่อที่จะข้ามไปยังทะเลสาบ จอร์จได้บรรยาย ถึงลักษณะของสัตว์ประหลาดตัวนี้ว่า มันคลานสี่ขา ลำคอยาวเรียว มีความสูงประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 8-9 เมตร เหมือนมังกรตัวยาวๆ หรือสัตว์ในยุคไดโนเสาร์ หลังจากการพบเห็นครั้งแรกที่มีการรายงานอย่างเป็นทางการ การพบเห็นครั้งต่อมาก็เกิดขึ้นไม่นานหลังจากนั้นโดยในเดือนสิงหาคม 1933 อาเธอร์ แกรนท์ (Arthur Grant) ได้อ้างว่าพบเจ้าสัตว์ประหลาดนี้เช่นกัน โดยพบเจอมันบนบกหลังจากเขาผ่านไปตามทะเลสาบ หลังจากนั้นไม่นาน ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ได้มีการตีพิมพ์ภาพที่อ้างว่าเป็นเจ้าอสูรกายตัวนี้เป็นครั้งแรก จากฝีมือขอฮิวจ์ เกรย์ (Hugh Gray) หรือภาพทางซ้ายมือนั้นแหละครับ ที่เป็นภาพของบางสิ่งที่มีขนาดลำตัวยาวกำลังว่ายน้ำอยู่
.....แต่ภาพถ่ายเนสซี่ที่โด่งดังมากที่สุด และได้รู้จักกันไปทั่วโลกนั้น ก็ได้ถูกตีพิมพ์ในเวลาต่อมาไม่นานในปี ค
..1934 จากโรเบิร์ต เคน
เน็ธ วิลสัน (Dr.Wilson) และใช้ชื่อว่า ภาพของศัลยแพทย์ (Surgeon’s photograph) โดยเป็นภาพของสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีลำคอยาวโผล่พ้นน้ำมา โดยภาพนี้แสดงถึงโครงสร้างของหัวและบริเวณลำตัวได้อย่างชัดเจน นับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ทำให้ผู้คนเชื่อในเนสซี่มากยึ่งขึ้นว่ามันมีอยู่จริง และได้มีการตั้งทีมค้นหาขึ้นมากมาย เพื่อความหาตัวเนสซี่ ซึ่งภาพนี้เป็นภาพที่ถ่ายได้จาก 2 ใน 5 ภาพ โดยกล่าวกันว่าเป็น ภาพถ่ายของเนสซี่ที่ถ่ายได้ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีการตีพิมพ์กันมาเลยทีเดียวในยุคสมัยนั้น......แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ในปี ค..1994 นั้นได้มีการพิสูจน์แล้วว่าภาพดังกล่าวเป็นของปลอมขึ้นเท่านั้น และเจ้าของภาพและเพื่อน ก็ได้ออกมายอมรับว่าได้ทำภาพดังกล่าวขึ้นมาจริง ด้วยความนึกสนุกเท่านั้น แต่ไม่นึกว่าจะลุกลามไปขนาดนี้ ก็เลยมีการสาบานกันเอาไว้ว่าจะปกปิดเป็นความลับ แล้วถ้าใครเสียชีวิตเป็นคนสุดท้ายก็ให้สารภาพเรื่องนี้ออกมา
.....ภาพนี้ทำไม่ยากครับ โดยส่วนประกอบ
มีเพียงเรือดำน้ำขนาดเล็กและก็หัวของสัตว์ประหลาดจำลองเท่านั้น การถ่ายทำก็ไม่ยากอะไร เพียงแค่เอาหัวสัตว์ประหลาดปลอมมาติดไว้กับเรือดำน้ำ แล้วถ่ายตอนที่มันแล่นอยู่ก็เท่านั้นเองครับ
.....แต่ก่อนที่จะมีการเปิดเผยภาพของศัลยแพทย์นี้ออกมา ก็ได้มีผู้ที่พยายามพิสูจน์ว่าภาพดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่ โดยวิเคราะห์จาก วงน้ำกระเพื่อมรอบตัวเนสซี่ และได้ให้ข้อสังเกตว่า วงน้ำที่กระจายออกนั้นมีขนาดเล็กเกินไป และไม่สัมพันธ์กับขนาดของเนสซี่ที่ว่าใหญ่กว่า 10 เมตรกันเลยทีเดียว ขนาดวงกระเพื่อมที่ปรากฏอยู่ในภาพนั้น อาจจะมีขนาดไม่ถึงเมตร ซึ่งบ้างก็ว่าภาพนี้เป็นภาพของช้างที่กำลังว่ายน้ำและชูงวงขึ้นเหนือน้ำ หรือไม่ก็เป็นภาพของนากที่กำลังดำน้ำและชูหางขึ้นเหนือน้ำเท่านั้นเอง ติดตามต่อตอนที่ 3 นะครับ

เนสซี่ : สัตว์ประหลาดแห่งล็อคเนส (The Lochness Monster) ตอนที่ 1

......สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบล็อคเนสหรือที่รู้จักกันในชื่อของ “เนสซี่” นับได้ว่าเป็นสัตว์ประหลาดในตำนานตัวหนึ่งที่มีคนรู้จักอยู่มากมาย ซึ่งเนสซี่นั้นมีถิ่นฐานอาศัยอยู่ในทะเลสาบล็อคเนส ประเทศสก็อตแลนด์ โดยมีรายงานการถูกพบเห็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1933 และได้ถูกขนานนามว่า “เนสซี่” ก็เมื่อปี ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา และจากสถิติรายงานการพบเห็นเนสซี่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้นับได้เป็นพันๆ ชิ้น ทั้งจากผู้คนในท้องถิ่นเอง หรือนักท่องเที่ยวที่มาเยือนทะเลสาบเองก็ตาม



.....ปริศนาที่ว่าเนสซี่นั้น “มีตัวตันอยู่จริงหรือไม่” นั้น ปัญหานี้ดูจะค้างคาใจแก่เหล่าผู้คนมานานหลายสิบปี ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่เชื่อและไม่เชื่อว่าเนสซี่นั้นมีอยู่จริงในทะเลสาบแห่งนี้ เราลองมาพิจารณาถึงสภาพทางภูมิศาสตร์ของทะเลสาบแห่งนี้เป็นอันดับแรกก็แล้วกันครับ

.....ล็อคเนสนั้นเป็นทะเลสาบที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองของประเทศสก็อตแลนด์ มีพื้นที่ผิวน้ำประมาณ 52 ตารางกิโลเมตร ยาวประมาณ 37 กิโลเมตร และ 15.8 เมตรที่เหนือระดับน้ำทะเล ส่วนที่ลึกที่สุดประมาณ 230 เมตร น้ำเป็นสีดำสนิท ก้นทะเลสาบประกอบไปด้วย ขี้เลนและโคลนซึ่งเป็นสิ่งเหมาะกับเรื่องการบดบังทรรศนะวิสัยเป็นอย่างดี รอบฝั่งทั้งสองด้วยถูกล้อมไปด้วยปราการภูเขาตลอดแนว ซึ่งเต็มไปด้วยช่องถ้ำคูหาใหญ่น้อยมากมาย ด้วยลักษณะภูมิประเทศและพื้นที่อันกว้างใหญ่เช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกเท่าไหร่ถ้าจะมีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดคอยาวขนาดยักษ์ที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ ติดตามต่อตอนที่ 2 นะครับ
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...