Ads by Adyim

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ancient technology แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ancient technology แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โบราณสถานใต้น้ำโยนากุนิ (Yonaguni Monument)

      สวัสดีครับ ห่างหายการอัพเดตกันไปนานทีเดียว คราวนี้เรามาติดตามอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างยุคโบราณ หรือโบราณสถานกันดูบ้างครับ แต่คราวนี้พิเศษหน่อยคือสิ่งก่อสร้างนี้ไม่ได้อยู่บนบก หากแต่อยู่ใต้น้ำครับ บ้างก็เรียกที่นี่ว่า อนุสาวรีย์ใต้น้ำบ้าง เศษซากสถานโยนากุนิบ้าง วิหารใต้น้ำโยนากุนิบ้าง ก็ขอเชิญพบกับโบราณสถานใต้น้ำโยนากุนิ ได้เลยครับ
     โบราณสถานใต้น้ำโยนากุนิ เป็นสิ่งก่อสร้าง (หรือธรรมชาติรังสรรค์ ?) ขนาดใหญ่ใต้น้ำ อยู่บริเวณนอกชายฝั่งโยนากุนิ บริเวณทางใต้ของ เกาะริวกิว (Ryukyu Island) ของประเทศญี่ปุ่นโน่นแน่ะครับ
 
   ในปี ค.ศ. 1987 คิฮาจิโระ อะระทาเคะ (Kihachiro Aratake) ได้ค้นพบสถานที่แห่งนี้เข้าโดยบังเอิญ ขณะที่กำลังค้นหาแหล่งดำน้ำแห่งใหม่ เพื่อการสังเกตุพฤติกรรมของฉลามหัวค้อน ซึ่งมีชุกชุมอยู่ในบริเวณโยนากุนิแห่งนี้ แต่เขากลับเจอซากโบราณสถานใต้น้ำแห่งนี้เข้า หลังจากการค้นพบนั้นไม่นาน โบราณสถานใต้น้ำโยนากุนิแห่งนี้ ก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วญี่ปุ่นและทั่วโลกในเวลาต่อมาครับ ไม่เพียงดึงดูดนักประดาน้ำทั่วโลกเท่านั้น ยังมีการถ่ายทำและออกอากาศโดยช่องสารคดีหลายแห่ง นักประพันธ์ชื่อดังชาวอังกฤษ เกรแฮม แฮนค็อก (Graham Hancock) ก็ยังเคยมาดำน้ำสำรวจโบราณสถานแห่งนี้ด้วยเช่นกันครับ นอกจากแฮนค็อกแล้วก็ยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกหลายคนที่ได้มาเยี่ยมที่แห่งนี้ด้วยเหมือนกันครับ 

     โบราณสถานใต้น้ำโยนากุนินั้น อยู่ใต้ระดับชั้นผิวน้ำลงไปประมาณ 25 เมตร เป็นชั้นหินขนาดใหญ่ โดยบริเวณที่มีส่วนใหญ่ที่สุดนั้น มีขนาดกว้างประมาณ 180 เมตร และสูงราว 28 เมตร ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยชั้นหินปูนและหินทราย ชั้นหินแต่ละชั้นมีความลดหลั่นกันไป ดูแล้วคล้ายซากหินโบราณสถานขนาดใหญ่ที่ถูกทิ้งร้างไว้ใต้ทะเลก็มิปานครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

โมอาย รูปสลักหินปริศนาบนเกาะอีสเตอร์ (Moai, Easter Island Statues)

     สวัสดีกันอีกครั้งครับ ช่วงนี้เหตุการณ์น้ำท่วมบ้านเราก็ยังคงอยู่ในช่วงที่ต้องเฝ้าระวังกันอยู่ ก็คงต้องมีสติ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทละนะครับ ก็ขอเอาใจช่วยผู้ที่ประสบภัยให้ผ่านเหตุการณ์นี้ไปให้ได้ด้วยดี เอาล่ะครับ มาเข้าเรื่องของบทความครั้งนี้ดีกว่าครับ อัพเดตคราวนี้ขออนุญาตพาทุกท่านไปไกลถึง เกาะอีสเตอร์ (Easter Island) กันเลยทีเดียว โดยที่เกาะนี้มีรูปสลักหินขนาดยักษ์ที่เรียกกันว่า “โมอาย (Moai)” อยู่ ครับ ถ้าอยากรู้เรื่องราวของโมอายว่าคืออะไร เป็นเพียงรูปสลักหินธรรมดาหรือสิ่งที่ชนเผ่าราปานุยสร้างขึ้นบูชาและปกป้อง พวกเขาจากภัยธรรมชาติ หรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าพร้อมแล้วก็เชิญติดตามอ่านกันได้เลยครับ
    
     โมอายเป็นหินภูเขาไฟขนาดใหญ่สลักเป็นรูปร่างคนบ้าง หน้าคนบ้าง ตั้งอยู่รายรอบไปทั่วบริเวณเกาะอีสเตอร์ในทะเลแปซิฟิคตะวันออกเฉียงใต้ เกาะอีสเตอร์นั้นอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศชิลี มีขนาดพื้นที่ของเกาะกินอาณาบริเวณประมาณ 164 ตารางกิโลเมตร มีประชากรท้องถิ่นอาศัยอยู่ประมาณ 5,034 คน เป็นสถานที่ที่ว่ากันว่าที่นี่เป็นใจกลางของโลก บ้างก็ว่าเป็นสะดือของโลกไปนั่น โดยชื่อเกาะอีสเตอร์นั้นถูกตั้งขึ้นตามวันที่มีการค้นพบเกาะนี้ครับ ซึ่งเป็น วันอีสเตอร์ (Easter's Day) พอดีในปี ค.ศ.1722 โดยมาจากการค้นพบของนักสำรวจชาวฮอลแลนด์ เจค็อบ ร็อกเกวีน (Jacob Roggeveen) แรกเริ่มเดิมทีชื่อของเกาะอีสเตอร์นั้นถูกตั้งเป็นชื่อภาษาสเปนครับว่า isla de paschua หรือแปลว่าเกาะอีสเตอร์ในภาษาอังฤษนั่นเองครับ และในปัจจุบันทาง องค์กรยูเนสโก (UNESCO) ก็ได้ประกาศให้เกาะอีสเตอร์เป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งด้วยครับ

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

แผ่นไฟตอส (Phaistos Disc)

วันก่อนได้อ่าน CMB มีอยู่ตอนหนึ่งว่าด้วยเรื่องของ แผ่นไฟตอส (Phaistos Disc) นี้ เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยนำมาทำเป็นบทความอันนี้ขึ้นมาครับ แผ่นไฟตอสนั้นว่าไปแล้วก็นับได้ว่าเป็นวัตถุโบราณที่มีความคาบเกี่ยวอยู่กับวัตถุเหนือกาลเวลา หรือโอพารทส์ (Ooparts) อีกชิ้นหนึ่งก็ว่าได้ แต่จะเพราะอะไรนั้น เชิญติดตามอ่านกันได้เลยครับ

สำหรับเรื่องเล่าคราวนี้ย้อนหลังไปเมื่อปี ค..1908 นักโบราณคดีชาวอิตาลี ลุยจิ เพอร์นิเออร์ (Luigi Pernier) ได้ค้นพบแผ่นเครื่องปั้นดินเผาวงกลมชิ้นหนึ่งในห้องใต้ดิน ที่เมืองไฟตอส บริเวณ พระราชวังไมนอน (Minoan palace) แถบทางใต้ของเกาะครีต ประเทศกรีซ ที่นี่นับว่าเต็มไปด้วยกลิ่นไอทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีนะครับ ว่าไปแล้วมีการขุดค้นพบโบราณสถานหรือโบราณวัตถุซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์จากกรีซ มีอยู่นับไม่ถ้วนทีเดียวนะครับ ไม่ว่าจะเป็นซากเมืองกรุงทรอย เครื่องจักรกลแอนติคีเธร่านี่ก็ใช่ครับ และอื่นๆ อีกมากมายเยอะแยะไปหมด


คาดกันว่าแผ่นไฟตอสนั้น อาจจะถูกสร้างขึ้นในยุคทองเหลือง (Bronze Age) หรือราวสองพันปีก่อนประวัติศาสตร์ครับ ซึ่งลักษณะของแผ่นไฟตอสนั้นมีรูปร่างกลมแบน ทำจากดินเหนียวผสม และใช้กรรมวิธีการเผาไฟเพื่อขึ้นรูปแบบเดียวกันกับที่ใช้กับเครื่องปั้นดินเผาทั่วๆ ไปนั่นเองครับ และขนาดของแผ่นไฟตอสนั้นก็นับว่าไม่ใหญ่เท่าใดนัก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 เซนติเมตรหรือเท่ากับแผ่นจานข้าวเท่านั้นเอง ลวดลายประกอบไปด้วยสัญลักษณ์และลายเส้นวงกลมวิ่งเข้าหาศูนย์กลาง ตามเข็มนาฬิกา และมีลวดลายปรากฏอยู่ทั้งสองด้าน หรือรูปที่แสดงอยู่ทางด้านซ้ายมือนั่นแหละครับ ดูน่าพิศวงดีทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อีริค วอน ดานิเก้น (Erich Von Daniken)

สำหรับท่านที่ให้ความสนใจในเรื่องลึกลับ จานบิน มนุษย์ต่างดาว หรืออารยธรรม เทคโนโลยีโลกโบราณแล้วละก็ คงจะต้องเคยผ่านหูผ่านตา ชื่อของชายผู้หนึ่ง นามว่า อีริค วอน ดานิเก้น (Eric Von Daniken) มาบ้างแล้วอย่างแน่นอน ส่วนอีกหลายท่านที่ยังไม่เคยรู้จัก อาจจะคิดว่าแล้วหมอนี่เป็นใครกัน ? แล้วเกี่ยวอะไรกันกับเรื่องลึกลับ เอาล่ะครับ เรามาทำความรู้จักกับเขากันครับ มาดูกันว่า ดานิเก้น คนนี้นั้น เขาคือใคร และมีความเป็นมาอย่างไร
อีริค
วอน ดานิเก้น นั้นเกิดเมื่อ 14 เม.. ..1935 ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นนักสำรวจ นักประพันธ์ เจ้าของผลงานหนังสือชื่อดังกระฉ่อนโลกเล่มหนึ่ง ชื่อ “Chariots of god” หรือราชรถแห่งพระเจ้า ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค..1968 และในปัจจุบันก็ยังมีการนำกลับมาตีพิมพ์ใหม่อยู่เรื่อยๆ อีก 38 ภาษาครับ กว่า 60 ล้านเล่มทั่วโลก เรียกว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากันเลย ทีเดียว (แต่เสียใจครับ ไม่มีฉบับแปลไทย ) หนังสือเล่มนี้ หลักๆ ก็ว่าด้วยเรื่องของทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศ (Gods from space) ครับ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง ซึ่งเป็นที่ได้เดินทางมายังโลก และได้เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับมนุษย์ยุคโบราณ โดยมีหลักฐานและเรื่องราวซุกซ่อนอยู่ในหลาย อารยธรรมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นตำนานเรื่องเล่า จารึกโบราณ หรือแม้กระทั่ง หลักฐานการช่วยในด้านวิทยาการให้แก่มนุษย์ยุคโบราณเหล่านั้น โดยดานิเก้นนั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ที่บุกเบิกเรื่องแนวนี้อย่างจริงจังเป็นคนแรกๆ ครับ ดานิเก้น นั้นสนใจในเรื่องโบราณคดีและประวัติศาสตร์อยู่ค่อนข้างมากครับ  

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

Oopart chapter 4 : ลูกหินยักษ์ คอสตาริกา

อีกหนึ่งในวัตถุปริศนาที่มีอยู่บนโลกใบนี้ คงจะขาดลูกหินยักษ์จากประเทศคอสตาริกาไปไม่ได้ครับ โดยลูกหินยักษ์ที่ว่านี้ค้นพบเมื่อปี ค.. 1940 ครับ จากการพัฒนาพื้นที่เพื่อปลูกธัญพืชของ บริษัทยูในเต็ด ฟรุท (United Fruit Company) ที่ทางใต้ของคอสตาริกา เป็นจำนวนหลายร้อยลูกด้วยกัน มีลักษณะเป็นก้อนหินทรงกลมเกลี้ยง ขนาดตั้งแต่ลูกเทนนิสไม่กี่สิบเซนติเมตรไปจนถึงขนาดสองเมตร น้ำหนักกว่าสิบตันเลยทีเดียวครับ โดยกระจัดกระจายกันเป็นกลุ่ม อยู่ทั่วบริเวณที่มีการค้นพบ นอกจากนั้นยังพบเศษซากเครื่องปั้นดินเผาด้วยเช่นกันครับ บ่งบอกให้รู้ว่า ณ ที่แห่งนั้นยังเคยมีอารยธรรมเจริญอยู่มาก่อนหน้ามนุษย์ยุคปัจจุบันเสียอีกครับ เจ้าลูกหินเหล่านี้นั้นจากการตรวจสอบอายุแล้ว ได้มีการประมาณกันว่ามันถูกสร้างขึ้นเมื่อ 600-1,000 ปีก่อนคริสตกาล ยาวนานใช่เล่นเลยทีเดียวครับ และส่วนประกอบทางธรณีวิทยาส่วนใหญ่นั้นเป็นหินจำพวก แกรโนไดโอไรท์ (Granodiorite) หรือก็คือหินที่เกิดการหลอมเหลวจากความร้อนแล้วตกผลึก มีส่วนประกอบของธาตุแคลเซี่ยมและโซเดียมอยู่มากเป็นพิเศษ และถูกสร้างขึ้นด้วยศิลปะวิชาการ และความรู้อันน่าทึ่งของชนเผ่าโบราณในอดีต

บางทฤษฎีกล่าวเอาไว้ว่า เจ้าลูกหินยักษ์เหล่านั้นอาจจะอยู่ในช่วงที่กำลังถูกขนย้ายเพื่อนำเอาไปประดับไว้ยังสถานที่ใดสักแห่งหนึ่ง โดยอาจจะเป็นเทวสถานหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าที่สร้างมันขึ้นมาก็เป็นได้ แต่อาจมีความจำเป็นที่จะต้องทิ้งมันเอาไว้กลางคัน เพราะเนื่องจากว่าบริเวณที่ค้นพบบรรดาเหล่าลูกหินนี้นั้น ไม่มีร่องรอยของเทวสถานหรือสถานที่สำคัญที่จะจำเป็นต้องมีเครื่องประดับอยู่เลย จะมีก็เพียงร่องรอยเศษซากอารยธรรมที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพื่อบอกให้รู้ว่าครั้งหนึ่งนั้น เคยมีชนเผ่าทรงปัญญาอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้น และก็อาจจะมีเหตุผลบางประการที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นทิ้งวัตถุเหล่านี้เอาไว้ และอพยพไป เฉกเช่นชาวมายาที่อพยพทิ้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยไป ทิ้งให้เหลือแต่ซากวัตถุแห่งความเจริญทางด้านความรู้อยู่ก็เป็นได้ครับ แต่บางทฤษฎีก็ว่าพวกลูกหินเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งดิน เพื่อให้ผลิตผลอุดมสมบูรณ์ ก็ว่ากันไปครับ

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

Ooparts Chapter 3 : Acambaro Figures

มาถึงตอนที่ 3 กับซีรียส์เรื่อง โอพาร์ทส์ (Ooparts) เรื่องเล่าคราวนี้จะพาไปพบกับเรื่องแปลกอีกเช่นเคยครับ เป็นเรื่องราวของรูปปั้นประหลาดที่ขุดค้นพบจากเมืองอะคัมบาโร ที่ประเทศเม็กซิโก โน่นแน่ะครับ ที่ว่าแปลกนี่ก็เพราะว่ามันเป็นรูปปั้นของไดโนเสาร์น่ะซิครับ จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มีอยู่ว่าในปี ค..1945 นักโบราณคดีชาวเยอรมัน วาลเดอมาร์ จัลสรุด (Waldermar Julsrud) ได้ประกาศถึงการค้นพบรูปปั้นดินเผาที่มีลักษณะเป็นสัตว์หลายชนิด บ้างก็เป็นสัตว์ที่ไม่เคยเห็นหรือไม่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่รูปปั้นส่วนใหญ่แล้วจะดูคล้ายกับไดโนเสาร์ ซึ่งถูกฝังอยู่ในหุบเขาเอลโทโร (El Toro) โดยชาวนาท้องถิ่นเป็นคนบอกแก่เขาว่าที่หุบเขานี้ นั้นมีของโบราณฝังอยู่ วาลเดอมาร์ ได้จ้างให้พวกนี้ขุดมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมาได้ นับรวมแล้วได้กว่า 30,000 ชิ้น ในตอนนั้นมีการประมาณอายุกันว่ามันมีอายุถึง 2,000 กว่าปี อย่างที่ทราบกันดีกว่าไดโนเสาร์นั้นสูญพันธุ์ไปประมาณ 65 ล้านปีมาแล้ว และมนุษย์นั้นเพิ่งจะมารู้จักกับไดโนเสาร์ก็เมื่อ 200 กว่าปีมานี่เองครับ แล้วจะมีรูปปั้นเช่นนี้อยู่ได้อย่างไร หรือมีไดโนเสาร์รอดเหลือมาจนถึงยุคสมัยนั้น จนมีคนเห็นแล้วเอามาปั้นได้แบบนี้ ฟังดูให้จินตนาการดีจังเลยครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

Ooparts Chapter 2 : Antikythera Machine

....มาตอนกันตอนที่ 2 ครับ สำหรับเรื่องราวของวัตถุเหนือกาลเวลาหรือ Ooparts นั่นเองครับ คราวนี้เรามารับชมเรื่องราวของเครื่องจักรกลแอนติคีเธร่า (Antikythera Machine) กันดู เจ้าเครื่องจักรกลที่ว่านี้นั้นถูกค้นพบเมื่อปี ค..1900 จากซากเรือขนสินค้าที่อัปปางก้นทะเล ทางเหนือของเกาะแอนติคีเธร่า (Antikythera Island) ใกล้กับเกาะครีต (Crete Island) ประเทศกรีก ซึ่งตั้งชื่อเจ้าเครื่องจักรกลนี้ตามสถานที่ค้นพบในภายหลัง ผู้ที่พบก็คือชาวกรีก อีเลียส สตาดิแอทอส (Elias Stadiatos) ครับ มีการประมาณการณ์กันว่าเจ้าเครื่องจักรกลนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 150 ปีก่อนคริสต์กาล ตอนที่มีการค้นพบก็ไม่มีใครสนใจครับ ว่าเศษซากของเจ้าเครื่องจักรพิศวงอันนี้มีคุณค่าอย่างไร เพราะว่าสมบัติที่จมอยู่กับซากเรืออัปปางจมนั้นดูมีค่ากว่า เศษซากของเฟืองเกียร์ชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยนับสิบชิ้น กระจัดกระจายอยู่เป็นเพียงส่วนที่มีการเก็บกู้ขึ้นมาด้วยเท่านั้น จนกระทั่งมีผู้สนใจและนำมันไปศึกษาในภายหลังจาก ถึงรู้ครับว่าเจ้าเครื่องกลชิ้นนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เพียงใด
ซึ่งก็พบว่า รูปแบบกลไกการทำงานมันช่างคล้ายกับวงจรของนาฬิกาในยุคปัจจุบันนี่เสียเหลือเกินครับ และได้ข้อสรุปที่ดูน่าเป็นไปได้ที่สุดสำหรับเจ้าเครื่องจักรกลนี้ ก็คือมันน่าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อนำมาใช้งานการคำนวณทางด้านดาราศาสตร์สำหรับนักเดินเรือนั่นเองครับ และว่ากันว่ามันอาจจะเป็นเครื่องจักรกลคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบมาเลยทีเดียวครับ .....กลไกการทำงานของเจ้าเครื่องจักรกลนี้นั้นค่อนข้างที่จะซับซ้อนครับ เพราะประกอบไปด้วยฟันเฟืองหรือเกียร์ขนาดต่างๆ กว่า 70 ชิ้น โดยจะมีข้อต่ออยู่ 3 อัน คือที่ข้างหน้าและด้านข้างอีก 2 อัน เพื่อหมุนกำหนดวันที่และเวลา และตามจักรราศี โดยใช้ตามปฏิทินของกรีกโบราณ ผลที่ได้ก็คือมันสามารถที่จะบอก เวลาการเคลื่อนที่ของดวงดาว น้ำขึ้นและน้ำลงได้ครับ โดยอ้างอิงจากตำแหน่งการโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ซึ่งแม่นยำค่อนข้างมากครับ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนเพียง 1 วันต่อ 4 ปีเท่านั้น นับเป็นความแม่นยำที่น่าสนใจดีทีเดียวครับ สำหรับความรู้ทางด้านเทคโนโลยีของคนสมัยก่อน

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

Ooparts Chapter 1 : Baghdad Battery

.....ตอนนี้มาคุยกันเรื่อง Ooparts (Out of place artifacts) ดีกว่าครับ หรือ โอพาร์ทส นั่นเอง โดย Ooparts นั้นเป็นคำที่ใช้เรียกวัตถุหรือสิ่งของที่หลงยุคหลงสมัยในทางโบราณคดีหรือไม่น่ามีขึ้นได้ในทางประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้นๆ โดยถ้าเรียงลำดับตามช่วงเวลาและความรู้ทางด้านเทคโนโลยีตามยุคสมัยแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถสร้างขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน Ooparts หลายๆ ชิ้นได้พิสูจน์เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าไม่ได้เก่าแก่หรือน่าพิศวงอย่างที่เคยเชื่อกัน แต่เป็นเพียงแค่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันไปเองหรือเป็นเพียงแค่ของที่ทำขึ้นมาใหม่เท่านั้น แต่ก็มีอีกหลายชิ้นที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดครับว่า เป็นของที่ทำขึ้นมาใหม่ คำว่า Ooparts นี้ถูกตั้งขึ้นโดยนักสัตววิทยาและธรรมชาติชาวอเมริกัน ไอแวน ที แซนเดอร์สัน (Ivan T Sanderson) ครับ
.....ลองมาดูตัวอย่าง
Ooparts กันครับ ประเดิมชิ้นแรกด้วย แบตเตอรี่จากแบกแดด (Baghdad Battery) หรือแบตเตอร์รี่พาร์เธี่ยน(Parthian Battery) นั้นถูกค้นพบเมื่อปี ค..1936 ที่หมู่บ้านคธูจัตราบู ใกล้เมืองแบกแดดประเทศอิรัก จากการตรวจสอบแล้วพบว่า แบตเตอร์รี่นี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงยุคเมโสโปเตเมีย ช่วงเวลาก่อนประวัติศาสตร์
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...