Ads by Adyim

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

10 อันดับไดโนเสาร์กินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก : ตอนที่ 2

ขนาดเปรียบเทียบไดโนเสาร์ยักษ์ใหญ่แต่ละชนิด


.....มาถึงบทความตอนที่ 2 สำหรับ 10 อันดับไดโนเสาร์กินเนื้อที่ใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยมีการค้นพบกันมาครับ จริงๆ แล้วการจัดแบ่งประเภทหรือขนาดไดโนเสาร์นี่ ยังมีการแตกแยกออกไปอีกหลายแขนงเลยครับ เช่น การแบ่งไดโนเสาร์ด้วยน้ำหนัก การแบ่งไดโนเสาร์ด้วยขนาดความยาว เป็นต้นครับ แต่อันดับที่นำมาให้รับชมกันนี้ วัดจากพื้นฐานที่ขนาดและความยาวเป็นหลักครับ สำหรับเมื่อตอนที่แล้ว ได้นำมาให้รู้จักกันถึงอันดับที่ 7 แล้ว และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาต่อกันที่อันดับที่ 6 ต่อได้เลยครับ

อันดับที่ 6 ชิลันไทซอรัส (Chilantaisaurus).....ไดโนเสาร์ผู้เข้ารอบชนิดนี้มาจากยุคครีเตเชียสตอนปลายครับ หรือประมาณ 92 ล้านปีก่อน ฟังจากชื่อแล้วก็อาจจะพอทราบว่า มันถูกค้นพบที่ประเทศจีนนี่เองครับ เมื่อปี ค..1964 เมื่อไม่นานมานี้เอง จากนักโบราณคดีชาวจีนชื่อ ฮู (Hu) เช่นเคยกับไดโนเสาร์กินเนื้อนักล่าทั่วไปครับ ที่จะมีกรามและฟันแหลมคมขนาดใหญ่เอาไว้จับเหยื่อ เดินสองขา น้ำหนักโดยประมาณ 4-6 ตัน ความยาวจากหัวถึงปลายหางประมาณ 13 เมตรครับ จากการศึกษาพบว่ามันเป็นญาติที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับอัลโลซอรัสและคาร์โนซอรัสครับ

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

10 อันดับไดโนเสาร์กินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก : ตอนที่ 1

.....หากจะกล่าวย้อนหลังไปซักหลายร้อยล้านปีมาแล้ว ในสมัยที่โลกยังเป็นยุคโบราณยังไม่มีมนุษย์กำเนิดขึ้นมา มีสัตว์อยู่ประเภทหนึ่งที่ครองโลกอยู่ ใช่แล้วครับ เจ้าสัตว์ที่ว่านี่ก็คือ ไดโนเสาร์นั่นเอง คำว่า “ไดโนเสาร์” นั้นมีที่มาจากภาษากรีกสองคำครับ คือ ไดโนส (Deinos) ที่ว่าแปล ทรงพลังและน่าเกรงขาม กับ ซอโรส (Sauros) ที่แปลว่า กิ้งก่า นั่นเองครับ ส่วนคำว่า ไดโนซอร์ (Dinosaur) หรือไดโนเสาร์ นั้นถูกตั้งโดยนักบรรพชีวินวิทยาชาวอังกฤษ ริชาร์ด โอเว่น (Richard Owen) เมื่อปี ค..1942 ครับ การค้นพบไดโนเสาร์นั้นมีมานับพันปีแล้วครับ หากแต่เราเพิ่งมารู้จักกับไดโนเสาร์ว่ามันเป็นสัตว์แบบไหน กินอะไรเป็นอาหาร อาศัยอยู่อย่างไร ก็เมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี่เอง ซากกระดูกฟอสซิลของไดโนเสาร์เอง นี่ก็เป็นที่มาของสัตว์ในจินตนาการอย่างเช่น มังกรนั่นเองครับ
.....การค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์และนำมาตีพิมพ์ในงานวิจัยครั้งแรกนั้น เกิดขึ้นเมื่อ ค..1821 ครับ จากศาตราจารย์ทางชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด วิลเลี่ยม บัคแลนด์ (William Buckland) โดยซากฟอสซิลของไดโนเสาร์ตัวนี้ก็คือ เมกกะโลซอรัส (Megalosaurus)
ไดโนเสาร์ตัวแรกที่มีการค้นพบฟอสซิลอย่างเป็นทางการ
ส่วนฟอสซิลไดโนเสาร์ตัวที่สองของโลกที่มีการค้นพบก็คือ อิกัวโนดอน (Iguanodon) ครับ ค้นพบโดย แมรี แอน แมนเทล (Mary-Ann Mantell) ภรรยาของ กิเดียน แมนเทล (Gideon Mantell) นักชีววิทยาชาวอังกฤษ ส่วนชื่ออิกัวโนดอน นั้น กิเดียน ได้แรงบันดาลใจมาจากกระดูกของกิ้งก่าอิกัวน่า ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันกับฟอสซิลที่ค้นพบ ก็เลยตั้งชื่อว่าอิกัวโนดอนซะเลย

วันศุกร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554

โมเคลลี มเบมเบ้ (Mokele Mbembe) สัตว์ผู้หยุดสายน้ำ

......เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสชมสารคดีทางช่อง National Geographic ครับ เป็นซีรี่ยส์ Beast Hunterว่าด้วยเรื่องของการตามล่าสัตว์ในตำนานที่เล่าขานกันทั่วโลก ตอนที่รับชมนั้นเป็นเรื่องของการตามหาตัวของสัตว์ลึกลับที่ประเทศคองโกครับ ชื่อของมันก็คือ โมเคลเล มเบมเบ้ (Mokele Mbembe) ครับ ออกเสียงยากเล็กน้อย เลยนึกถึงเรื่องบทความเจ้าสัตว์ตัวนี้ ที่แต่ก่อนเคยทำไว้ลงที่เวบ Myth เมื่อนานมาแล้วครับ นำมาลงไว้อีกครั้งเผื่อจะมีผู้ที่สนใจอ่านอีกนะครับ ในส่วนของข้อมูลนั้นได้ทำการแก้ไขให้กระชับขึ้น เพราะกลับมาอ่านอีกที แต่ก่อนเขียนใส่น้ำไปซะเยอะ เลยต้องปรุงใหม่ซะหน่อยและก็เพิ่มข่าวล่าสุดที่มีการกล่าวถึงเจ้าโมเคลลีนี้ด้วยเล็กน้อยครับ ว่าแล้วก็เชิญรับชมกันได้ตามอัธยาศัยเลยครับ
******
จากที่เคยลงในเวบ Myth ครับ

…..คราวนี้จะพาไปติดตามเรื่องของสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งหรือสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งเป็นสัตว์ลึกลับที่ยังไม่ปรากฏหลักฐานมีอยู่อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่คำบอกเล่าจากปากของพยานที่อ้างว่าพบเห็นเท่านั้น เจ้าสัตว์ลึกลับนี้ก็คือ "โมเคลเล มเบมเบ้ " ภาษาคองโกนั้นความหมายว่า "ผู้หยุดสายน้ำ"ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

Funny Photo : Click 5 - Photoshop Croc

พบกันภาพน่ารัก ดูแล้วอมยิ้มกันอีกเช่นเคยครับกับ Funny Photo ตอนที่ 5 แล้ว ตอนนี้ชื่อว่า Photoshop Croc เป็นภาพตกแต่งที่เอา จระเข้มาผสมเข้าสัตว์แต่ละชนิดด้วยโปรแกรมแต่งรูป Photoshop เหมือนเช่นเคยครับ ดูกันพอเพลินๆ มาประเดิมด้วยรูปแรกกันเลยดีกว่าจระเข้ผสมกับนก ก็ดูเข้าท่าดีเหมือนกันครับ

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

แผ่นไฟตอส (Phaistos Disc)

วันก่อนได้อ่าน CMB มีอยู่ตอนหนึ่งว่าด้วยเรื่องของ แผ่นไฟตอส (Phaistos Disc) นี้ เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยนำมาทำเป็นบทความอันนี้ขึ้นมาครับ แผ่นไฟตอสนั้นว่าไปแล้วก็นับได้ว่าเป็นวัตถุโบราณที่มีความคาบเกี่ยวอยู่กับวัตถุเหนือกาลเวลา หรือโอพารทส์ (Ooparts) อีกชิ้นหนึ่งก็ว่าได้ แต่จะเพราะอะไรนั้น เชิญติดตามอ่านกันได้เลยครับ

สำหรับเรื่องเล่าคราวนี้ย้อนหลังไปเมื่อปี ค..1908 นักโบราณคดีชาวอิตาลี ลุยจิ เพอร์นิเออร์ (Luigi Pernier) ได้ค้นพบแผ่นเครื่องปั้นดินเผาวงกลมชิ้นหนึ่งในห้องใต้ดิน ที่เมืองไฟตอส บริเวณ พระราชวังไมนอน (Minoan palace) แถบทางใต้ของเกาะครีต ประเทศกรีซ ที่นี่นับว่าเต็มไปด้วยกลิ่นไอทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีนะครับ ว่าไปแล้วมีการขุดค้นพบโบราณสถานหรือโบราณวัตถุซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์จากกรีซ มีอยู่นับไม่ถ้วนทีเดียวนะครับ ไม่ว่าจะเป็นซากเมืองกรุงทรอย เครื่องจักรกลแอนติคีเธร่านี่ก็ใช่ครับ และอื่นๆ อีกมากมายเยอะแยะไปหมด


คาดกันว่าแผ่นไฟตอสนั้น อาจจะถูกสร้างขึ้นในยุคทองเหลือง (Bronze Age) หรือราวสองพันปีก่อนประวัติศาสตร์ครับ ซึ่งลักษณะของแผ่นไฟตอสนั้นมีรูปร่างกลมแบน ทำจากดินเหนียวผสม และใช้กรรมวิธีการเผาไฟเพื่อขึ้นรูปแบบเดียวกันกับที่ใช้กับเครื่องปั้นดินเผาทั่วๆ ไปนั่นเองครับ และขนาดของแผ่นไฟตอสนั้นก็นับว่าไม่ใหญ่เท่าใดนัก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 เซนติเมตรหรือเท่ากับแผ่นจานข้าวเท่านั้นเอง ลวดลายประกอบไปด้วยสัญลักษณ์และลายเส้นวงกลมวิ่งเข้าหาศูนย์กลาง ตามเข็มนาฬิกา และมีลวดลายปรากฏอยู่ทั้งสองด้าน หรือรูปที่แสดงอยู่ทางด้านซ้ายมือนั่นแหละครับ ดูน่าพิศวงดีทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อีริค วอน ดานิเก้น (Erich Von Daniken)

สำหรับท่านที่ให้ความสนใจในเรื่องลึกลับ จานบิน มนุษย์ต่างดาว หรืออารยธรรม เทคโนโลยีโลกโบราณแล้วละก็ คงจะต้องเคยผ่านหูผ่านตา ชื่อของชายผู้หนึ่ง นามว่า อีริค วอน ดานิเก้น (Eric Von Daniken) มาบ้างแล้วอย่างแน่นอน ส่วนอีกหลายท่านที่ยังไม่เคยรู้จัก อาจจะคิดว่าแล้วหมอนี่เป็นใครกัน ? แล้วเกี่ยวอะไรกันกับเรื่องลึกลับ เอาล่ะครับ เรามาทำความรู้จักกับเขากันครับ มาดูกันว่า ดานิเก้น คนนี้นั้น เขาคือใคร และมีความเป็นมาอย่างไร
อีริค
วอน ดานิเก้น นั้นเกิดเมื่อ 14 เม.. ..1935 ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นนักสำรวจ นักประพันธ์ เจ้าของผลงานหนังสือชื่อดังกระฉ่อนโลกเล่มหนึ่ง ชื่อ “Chariots of god” หรือราชรถแห่งพระเจ้า ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค..1968 และในปัจจุบันก็ยังมีการนำกลับมาตีพิมพ์ใหม่อยู่เรื่อยๆ อีก 38 ภาษาครับ กว่า 60 ล้านเล่มทั่วโลก เรียกว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากันเลย ทีเดียว (แต่เสียใจครับ ไม่มีฉบับแปลไทย ) หนังสือเล่มนี้ หลักๆ ก็ว่าด้วยเรื่องของทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศ (Gods from space) ครับ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง ซึ่งเป็นที่ได้เดินทางมายังโลก และได้เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับมนุษย์ยุคโบราณ โดยมีหลักฐานและเรื่องราวซุกซ่อนอยู่ในหลาย อารยธรรมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นตำนานเรื่องเล่า จารึกโบราณ หรือแม้กระทั่ง หลักฐานการช่วยในด้านวิทยาการให้แก่มนุษย์ยุคโบราณเหล่านั้น โดยดานิเก้นนั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ที่บุกเบิกเรื่องแนวนี้อย่างจริงจังเป็นคนแรกๆ ครับ ดานิเก้น นั้นสนใจในเรื่องโบราณคดีและประวัติศาสตร์อยู่ค่อนข้างมากครับ  

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

Secrets of The Moon : อพอลโล 11 กับยูเอฟโอ

อัพเดพบทความกันอีกครั้งครับ นำเรื่องราวของจานบินหรือยูเอฟโอมาฝากกันเช่นเคย คราวนี้จะมาเล่าถึงเรื่องราวการพบยูเอฟโอของ นักบินอพอลโล 11 ครับ ว่าพวกเขาได้เผชิญหน้ากับเจ้าวัตถุบินลึกลับนี้อย่างไร เรามาติดตามกันครับ
ในวันที่ 16 กรกฎาคม ปี ค.. 1969 วันที่มีการปฏิบัติภารกิจโครงการอพอลโล 11 ภารกิจคือ ทำการลงจอดและสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรก โดยมีลูกเรือ 3 คน คือ ไมเคิล คอลลินส์ (Michael Collins) นีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong) และ เอ็ดวิน บัซซ์ อัลดริน (Edwin Buzz Aldrin) นั่นเองครับ เป็นที่ทราบกันครับว่า ทางนาซ่านั้นได้ทำการปฏิเสธเรื่องการราวของจานบินมาโดยตลอดเวลามีแถลงการณ์หรือการเปิดเผยความก้าวหน้าทางด้านการสำรวจอวกาศ โดยโครงการอพอลโลก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อค้นคว้าความก้าวหน้าทางด้านศาสตร์ในการสำรวจอวกาศให้มีมากขึ้น จนมาถึงปัจจุบันได้ดำเนินโครงการอพอลโลมาแล้ว 17 โครงการ โดยโครงการที่ 18 เป็นต้นมานั้นได้ถูกยกเลิก เนื่องจากมีการตัดงบประมาณในการทำงาน และแทบทุกจะโครงการจะต้องมีรายงานการพบเจอกับวัตถุลึกลับอยู่ตลอด ในตอนนี้ก็จะขอเล่าแต่เรื่องของอพอลโล 11 ครับ
โฉมหน้าลูกเรืออพอลโล 11
เรื่องราวการเผชิญหน้ากันระหว่างนักบินโครงการอพอลโลที่ 11 ได้ถูกเก็บงำเป็นความลับมาหลายสิบปีครับ เพิ่งจะมีการยกนำมาพูดคุยกันเป็นประเด็นก็เมื่อไม่กี่ปีมานี้ โดยหนึ่งในนักบินอวกาศของโครงการอพอลโล 11 เอ็ดวิน บัซซ์ อัลดริน นั่นเองครับ ที่ได้ออกมาเปิดเผยถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น เมื่อคราวที่เขาและเพื่อนกำลังเดินทางไปยังดวงจันทร์ โดย บัซซ์ นั้นเขียนหนังสือและออกให้สัมภาษณ์ทางสื่อต่างๆ ถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อครั้งที่เขายังเป็นนักบินอวกาศขององค์การนาซ่า
(NASA) ว่าทางต้นสังกัดได้ปกปิดเก็บงำความลับอันมากมาย ในเรื่องราวของโครงการการสำรวจอวกาศไว้ ไม่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของยูเอฟโอหรือจานบินนี่แหละครับ

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

Funny Photo : Click 4 - Cute Flash Drive

มาแล้วครับ อัพเดตบทความกันใหม่ อีกเช่นเคยครับ กับซีรียส์บทความรูปภาพ ชุด Funny Photo ตอนนี้ Click 4 ครับ คราวนี้เป็นภาพน่ารักๆ ของผลิตภัณฑ์ที่เราๆ ท่านๆ คงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดี และอาจจะเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้กันอยู่ทุกวันแทนแผ่น CD, DVD สำหรับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน ...ใช่แล้วครับ เจ้าอุปกรณ์ที่ว่านี้ก็คือ ธัมป์ไดรฟ์, แฟลชไดรฟ์, ตัวเสียบ หรือในชื่ออื่นๆ อีกมากมายนั่นเองครับ คราวนี้เป็นการนำเอาแฟลชไดรฟ์ที่มีรูปร่างเป็นผลไม้มาให้ดูกันเล่นๆ เชิญรับชมกันได้เลยครับ

เปิดมาอันแรกกันกับสตอร์เบอร์รี่เลยครับ น่าทานใช้ได้ทีเดียว

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

Oopart chapter 4 : ลูกหินยักษ์ คอสตาริกา

อีกหนึ่งในวัตถุปริศนาที่มีอยู่บนโลกใบนี้ คงจะขาดลูกหินยักษ์จากประเทศคอสตาริกาไปไม่ได้ครับ โดยลูกหินยักษ์ที่ว่านี้ค้นพบเมื่อปี ค.. 1940 ครับ จากการพัฒนาพื้นที่เพื่อปลูกธัญพืชของ บริษัทยูในเต็ด ฟรุท (United Fruit Company) ที่ทางใต้ของคอสตาริกา เป็นจำนวนหลายร้อยลูกด้วยกัน มีลักษณะเป็นก้อนหินทรงกลมเกลี้ยง ขนาดตั้งแต่ลูกเทนนิสไม่กี่สิบเซนติเมตรไปจนถึงขนาดสองเมตร น้ำหนักกว่าสิบตันเลยทีเดียวครับ โดยกระจัดกระจายกันเป็นกลุ่ม อยู่ทั่วบริเวณที่มีการค้นพบ นอกจากนั้นยังพบเศษซากเครื่องปั้นดินเผาด้วยเช่นกันครับ บ่งบอกให้รู้ว่า ณ ที่แห่งนั้นยังเคยมีอารยธรรมเจริญอยู่มาก่อนหน้ามนุษย์ยุคปัจจุบันเสียอีกครับ เจ้าลูกหินเหล่านี้นั้นจากการตรวจสอบอายุแล้ว ได้มีการประมาณกันว่ามันถูกสร้างขึ้นเมื่อ 600-1,000 ปีก่อนคริสตกาล ยาวนานใช่เล่นเลยทีเดียวครับ และส่วนประกอบทางธรณีวิทยาส่วนใหญ่นั้นเป็นหินจำพวก แกรโนไดโอไรท์ (Granodiorite) หรือก็คือหินที่เกิดการหลอมเหลวจากความร้อนแล้วตกผลึก มีส่วนประกอบของธาตุแคลเซี่ยมและโซเดียมอยู่มากเป็นพิเศษ และถูกสร้างขึ้นด้วยศิลปะวิชาการ และความรู้อันน่าทึ่งของชนเผ่าโบราณในอดีต

บางทฤษฎีกล่าวเอาไว้ว่า เจ้าลูกหินยักษ์เหล่านั้นอาจจะอยู่ในช่วงที่กำลังถูกขนย้ายเพื่อนำเอาไปประดับไว้ยังสถานที่ใดสักแห่งหนึ่ง โดยอาจจะเป็นเทวสถานหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าที่สร้างมันขึ้นมาก็เป็นได้ แต่อาจมีความจำเป็นที่จะต้องทิ้งมันเอาไว้กลางคัน เพราะเนื่องจากว่าบริเวณที่ค้นพบบรรดาเหล่าลูกหินนี้นั้น ไม่มีร่องรอยของเทวสถานหรือสถานที่สำคัญที่จะจำเป็นต้องมีเครื่องประดับอยู่เลย จะมีก็เพียงร่องรอยเศษซากอารยธรรมที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพื่อบอกให้รู้ว่าครั้งหนึ่งนั้น เคยมีชนเผ่าทรงปัญญาอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้น และก็อาจจะมีเหตุผลบางประการที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นทิ้งวัตถุเหล่านี้เอาไว้ และอพยพไป เฉกเช่นชาวมายาที่อพยพทิ้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยไป ทิ้งให้เหลือแต่ซากวัตถุแห่งความเจริญทางด้านความรู้อยู่ก็เป็นได้ครับ แต่บางทฤษฎีก็ว่าพวกลูกหินเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งดิน เพื่อให้ผลิตผลอุดมสมบูรณ์ ก็ว่ากันไปครับ

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

Funny Photo : Click 3 - The Eggs

พบกันภาพน่ารัก ดูแล้วอมยิ้มกันอีกครั้งครับกับ ตอนที่ 3 แล้ว ตอนนี้ชื่อว่า The Eggs รวมไข่ขำขัน เป็นภาพที่เอาบรรดาไข่มาเพ้นท์หรือแต่งกันให้ดูออกมาแนวตลก ก็ดูกันพอเพลินๆ ครับ บางภาพก็สร้างสรรค์ น่ารักดี บางภาพออกแนวโหดเล็กน้อย เชิญรับชมกันได้เลยครับเปิดมาภาพแรกกับไข่ลายสตอร์ม ทรูปเปอร์

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...